นันทนา ชี้ ไม่มีออกเสียงประชามติล่วงหน้า ปชช.เดือดร้อน แสดงตน 2 ครั้ง ทำคนเลือกตั้ง-ออกเสียง ไม่เท่ากัน
เมื่อวันที่ 21 ม.ค. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เดินทางมายัง กกต.โดยระบุว่า เพื่อจะมาหารือเรื่องของการจัดเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ เนื่องจากทางคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองวุฒิสภาได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า เหตุใดจึงไม่สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้เหมือนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งก็จะทำให้คนที่ไม่สามารถเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ได้ จะเสียสิทธิในการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. ปัญหานี้มีประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อน จึงต้องมาพูดคุยกับ กกต.ว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 18 วัน จะมีวิธีการอะไรที่จะช่วยเหลือให้ประชาชนที่ต้องการออกเสียงประชามติ แต่ไม่สามารถไปในวันที่ 8 ก.พ.ได้ใช้สิทธิ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการจัดหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ. ที่ กกต.กำหนดให้ต้องแสดงตน 2 ครั้ง มีการร้องเรียนว่าการที่ต้องมาต่อแถวเพื่อขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติใหม่หลังใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ทำให้เสียเวลา ถ้านึกถึงการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ 75.8% ต่อแถวยาวมากกว่าที่จะได้รับบัตรเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ครั้งนี้จะต้องมาต่อแถวยาวเพื่อไปรอรับบัตรมาลงประชามติอีก เป็นการทำให้ต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุอีก แต่ถ้าทำให้เป็นกระบวนการเดียวกันลงทะเบียนแสดงตนรับบัตร 3 ใบ แล้วเข้าคูหาลงคะแนนจะไม่ยุ่งยาก เพราะบัตรประชามติมีลักษณะเฉพาะ คือ ช่องกาเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ซึ่งแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งอยู่แล้ว
น.ส.นันทนากล่าวว่า แต่การที่ กกต.จัดแบบ 2 ขยัก ผลที่จะตามมา คือ ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งเสร็จ อาจจะเดินออกไปเลย เพราะเห็นว่าการไปต่อแถวใหม่ยาวมาก ยิ่งมาใช้สิทธิช่วงใกล้จะหมดเวลาการเลือกตั้งก็อาจต่อแถวไม่ทัน นี่คือความยุ่งยากและอุปสรรคของการลงประชามติ จึงอยากให้ กกต.ปรับกระบวนการตรงนี้เพราะคนที่อยู่ในกระบวนการ ก็คือคนของ กกต. แต่ถ้ายังยืนยันเช่นเดิมเชื่อว่าจะมีความต่างของจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกับผู้ออกเสียงประชามติ ซึ่งถ้าดิฉันตั้งว่าอันนี้เป็น KPI ของ กกต.ที่จะต้องทำให้คนที่มาลงประชามติ เป็นจำนวนเดียวกันกับคนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งถ้ามันต่างกันเป็นล้านคน กกต.จะรับผิดชอบหรือไม่ เพราะถ้าการลงประชามติมันน้อยกว่าการเลือกตั้ง มันจะส่งผลถึงการแก้รัฐธรรมนูญด้วย จึงอยากมาเรียกร้อง กกต.ว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะเหลือเวลาอีกแค่ 18 วัน
น.ส.นันทนากล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ พยายามนัดหมาย กกต. แต่ก็ได้วันที่ไกลมากคือปลายเดือนนี้ ตนจึงอยากมาพูดคุยกับ กกต.ว่าจะมีแนวทางอะไรที่จะสามารถเป็นไปได้ในสิ่งที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และอยากให้การลงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ทำพร้อมกับการเลือกตั้งได้ผลเท่ากัน คือ คนมาใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วลงประชามติประหยัดทั้งเงิน เวลา และได้ประสิทธิภาพสูงกว่าที่ควรจะเป็น คือได้คนมาใช้สิทธิเลือกตั้งเท่าๆ กับคนที่มาออกเสียงประชามติ และเห็นว่า กกต.ควรเป็นเจ้าภาพใหญ่รณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ เวลาที่เหลืออยู่อยากให้ กกต.ลงมือทำอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่า กกต.ยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดหน่วยลงคะแนน เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับและคิดมาดีแล้ว น.ส.นันทนากล่าวว่า ตนเข้าใจเรื่องกฎหมายคนละฉบับ แต่ที่ให้การออกเสียงประชามติมาทำวันเดียวกับวันเลือกตั้ง คือต้องการให้ประหยัดงบประมาณ ประชาชนประหยัดเวลา มาครั้งเดียวแล้วได้ทั้งเลือกตั้งและประชามติ ฉะนั้นจึงต้องประยุกต์วิธีการได้มาซึ่งประชามติและเลือกตั้ง โดย กกต.ทำได้เพราะผู้ที่อยู่ในกระบวนการนี้ ก็คือคนของ กกต.เอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ น.ส.นันทนาให้สัมภาษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน กกต. มีประชาชนซึ่งมาติดต่อหน่วยงานอื่นภายในศูนย์ราชการฯ ได้ตะโกนสวนไปยัง น.ส.นันทนาว่า “จะแก้ทำไม ของเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว” ก่อนที่จะเดินผ่านไป

