ดีเบตองค์กรอิสระสะท้อนสองแนวคิดสำคัญ ‘พริษฐ์’ ชูการยึดโยงประชาชนและอิสระสองทาง ขณะที่ ‘เจษฎ์’ ย้ำองค์กรตรวจสอบต้องแข็งแรงและไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนักการเมือง ท่ามกลางข้อถกเถียงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
เมื่อวันที่ 21 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ จัดงาน ‘MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันนโยบายวิสัยทัศน์ การถกเถียงประเด็นการปฏิรูปองค์กรอิสระและการแก้ไขรัฐธรรมนูญทวีความเข้มข้น ในหัวข้อ “บทบาทอำนาจองค์กรอิสระ”เมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนพรรคประชาชน และ นายเจษฎ์ โทณะวณิก ตัวแทนพรรครักชาติ แสดงจุดยืนต่างขั้วอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งเน้นการเพิ่มความยึดโยงกับประชาชน ขณะที่อีกฝ่ายย้ำการปกป้องกลไกตรวจสอบนักการเมืองและความมั่นคงของระบบ

นายพริษฐ์เสนอแนวคิด “ความเป็นอิสระสองทาง (Double Independence)” โดยมองว่าองค์กรอิสระในปัจจุบันยังขาดความเป็นอิสระที่แท้จริง เนื่องจากถูกครอบงำทั้งจากฝ่ายการเมืองและวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จึงจำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่ให้พ้นจากทั้งรัฐบาลและขั้วอำนาจเดิม
ในประเด็นที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ นายพริษฐ์เสนอให้ตั้ง คณะกรรมการสรรหาที่มีความสมดุล ประกอบด้วยตัวแทนจากรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายตุลาการหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างการถ่วงดุลตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกขาดอำนาจการคัดเลือก
ขณะเดียวกัน ยังเสนอเพิ่มบทบาทประชาชนให้สามารถ เข้าชื่อถอดถอนหรือร้องขอการตรวจสอบกรรมการองค์กรอิสระ หากพบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมยกตัวอย่างกรณี ป.ป.ช. ที่ควรเปิดให้สังคมตรวจสอบได้ง่ายขึ้นเมื่อมีข้อกังขา
นายพริษฐ์ยังเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี 2560 เหมือน “รถยนต์ที่พังแล้ว” โดยการทำประชามติคือการถามประชาชนว่า จะยอมสละรถคันเก่าเพื่อไปสู่คันใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิมหรือไม่
ด้าน นายเจษฎ์ โทณะวณิก แสดงความเห็นต่าง โดยย้ำว่าองค์กรอิสระมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบนักการเมือง หากเปิดทางให้นักการเมืองเป็นผู้เลือกคนมาทำหน้าที่ตรวจสอบตนเอง ระบบถ่วงดุลจะล้มเหลวทันที
สำหรับข้อครหาว่าองค์กรอิสระไม่เป็นกลาง นายเจษฎ์ท้าทายให้ฝ่ายวิจารณ์ ระบุชื่อบุคคลหรือองค์กรให้ชัดเจน เพื่อดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ควรกล่าวหาในลักษณะเหมารวม พร้อมยืนยันว่า วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการคัดเลือกบุคคลตามกรอบรัฐธรรมนูญแล้ว
ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายเจษฎ์ย้ำกรอบ มาตรา 255 ที่กำหนดว่าการแก้ไขต้องไม่กระทบต่อระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐ และไม่เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยไม่มีขอบเขต เนื่องจากอาจกระทบต่อสถาบันหลักและกลไกปราบปรามการทุจริตที่มีอยู่
ส่วนแนวคิดการทำประชามติหลายครั้ง นายเจษฎ์มองว่าเป็นเรื่อง สิ้นเปลืองงบประมาณ และอาจเป็นการตั้งคำถามประชาชนในสิ่งที่ทราบคำตอบอยู่แล้ว


