‘กล้าธรรม’ ชี้ศัตรูชาติคือความเหลื่อมล้ำ เสนอทุนมนุษย์-ตลาดนำ-ไซเบอร์ไทย แก้ปากท้องประเทศ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน เครือมติชนจัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 The Real Politics ทางแพร่งประเทศไทย เปิดเวทีสาธารณะประชันนโยบายวิสัยทัศน์ เวทีที่ 4 : ดีเบตนโยบาย นำเสนอจุดแข็ง จุดขาย และนโยบายพรรคในมิติต่างๆ ในรอบที่ 2 ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชันนโยบายวิสัยทัศน์ ดังนี้ ดร.ฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายรุ่งเรือง พิทยศิริ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชาติ, นายต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคประชาชาติ
พรรคกล้าธรรม ประกอบด้วย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร ส.ส.หนองบัวลำภู เขต 2
พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 4 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรค
และพรรคพลวัต ประกอบด้วย นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรคและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายกฤษ อิสสระชานน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ในตอนหนึ่งต่อข้อคำถามว่า องค์กรอิสระยังจำเป็นสำหรับประเทศไทยหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นอันไหนควรได้ไปต่อ อันไหนควรยกเลิก นายไชยากล่าวว่า บทบาทของรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติให้มีองค์กรอิสระ ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการถ่วงดุลอำนาจ การ Check and Balance นั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของการตรวจสอบในสิ่งที่ถูกต้อง

“ดังนั้น ในความเห็นของพรรคกล้าธรรม มีความเห็นว่าบทบาทขององค์กรอิสระในปัจจุบันต่างก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์ อาจจะมีบิดเบี้ยวไปตามความรู้สึกของประชาชน ในส่วนที่ได้รับรู้จากการทำงานและการตัดสิน แต่ผมคิดว่าองค์กรนั้น ในการทำงาน ผมคิดว่าเรารับได้ และก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” นายไชยากล่าว
นายไชยากล่าวต่อว่า คนที่อยู่ในองค์กร ถ้าหากว่าได้ใช้ดุลพินิจที่ไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ คิดว่าประชาชนนั้นจะเป็นผู้ที่ตรวจสอบองค์กรอิสระ ดังนั้น ในความเห็นของตน กติกาที่มีอยู่ในขณะนี้ได้ทำการถ่วงดุลอำนาจแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ดุลพินิจเป็นสิ่งที่อันตราย หากเรามีระบบที่มีความเข้มแข็ง มีกติกาที่มีความยุติธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะทำให้สังคมนั้นสามารถที่จะมีหลักประกันในการใช้อำนาจขององค์กรอิสระได้
“ฉะนั้น ผมคิดว่า ณ บทบาทนับจากนี้ไป องค์กรไหนสมควรที่จะอยู่หรือไม่อยู่ คนที่จะตัดสินไม่ใช่นักการเมือง แต่คนที่จะตัดสินนั่นก็คือประชาชน ประชาชนจะมอนิเตอร์การทำงาน ทั้งภาคการเมืองและภาคองค์กรอิสระ นี่คือความเห็นของพรรคกล้าธรรม” นายไชยากล่าว
นายไชยากล่าวต่อว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระบบขององค์กรอิสระ ถ้าหากว่าระบบนั้นมาด้วยความชอบธรรม เราจะได้รับการยอมรับ แต่ถ้าระบบนั้นมาด้วยการสภาพบังคับ ก็จะเกิดการที่ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจและไม่เกิดการยอมรับ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง หรือองค์กรอิสระก็ตาม ควรที่จะสามารถยึดโยงกับการตรวจสอบของภาคประชาชนได้

“วันนี้เราจะเห็นถึงบทบาทของฝ่ายการเมือง ที่ทำให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและตรวจสอบไม่ได้ จึงทำให้เกิดองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อการสร้างความถ่วงดุล ให้เกิดการที่ Check and Balance ซึ่งกันและกัน ฉะนั้น ผมคิดว่า ณ วันนี้ สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดนั่นก็คือระบบที่มีอยู่นั้นจะต้องเป็นระบบที่มีความชอบธรรม การเข้ามาของฝ่ายการเมือง การเข้ามาขององค์กรอิสระในทุกระดับก็ตาม ต้องสามารถที่จะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับของสังคม” นายไชยากล่าว
ต่อคำถามว่า ศัตรูของชาติอันดับ 1 ในสายตาของท่านคืออะไร และจะจัดการอย่างไร น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า สำหรับในมุมมองของพรรคกล้าธรรมเรามองเห็นว่าศัตรูที่สำคัญที่สุด เป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดของพี่น้องประชาชนของประเทศไทยคือปัญหาปากท้อง ต้องยอมรับว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำติดอันดับต้นๆ ของโลกก็คือความมั่งคั่งของประเทศไทย วันนี้ 1% ของประชากรเป็นเจ้าของความมั่งคั่งประเทศนี้ถึง 70% ขณะเดียวกันกับที่คน 99% ต้องดิ้นรน แสวงหาความมั่งคั่งที่เหลือเพียง 30% ของประเทศ
“ฉะนั้นสิ่งที่เป็นศัตรูตัวร้ายของประเทศไทยก็คือความเหลื่อมล้ำ ตามที่ผมได้กล่าวไปนั้น ซึ่งจะส่งผลเชื่อมโยงกับทุกเรื่อง ในเรื่องของการศึกษา ของลูกหลานเยาวชน เห็นได้ชัดเจนว่าลูกหลานเยาวชนของผู้มีฐานะดี ซึ่งเป็นเจ้าของความมั่งคั่งในประเทศก็มีโอกาสในการที่จะเข้าถึงการศึกษาได้ดีมากกว่าลูกหลานคนไทยด้วยกัน สิ่งที่เราจะต้องดำเนินการคือจัดการกับความเหลื่อมล้ำ แล้วก็จัดการกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า เห็นด้วยกับพรรคประชาชาติที่คิดว่าศัตรูที่เราเห็นได้ชัดคือความยากจนก็ดี ความเหลื่อมล้ำก็ดี ตัวของเครื่องมือสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็สร้างโอกาสในการขจัดความยากจนออกไปได้ก็คือโอกาส ซึ่งโอกาสที่ตนมองว่าสำคัญที่สุด ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน ก็คือเรื่องของ “ทุนมนุษย์” ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาลูกหลานเยาวชนของเรา ผ่านระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เราต้องเตรียมลูกหลานเยาวชนคนไทยของเราให้เป็น Global Citizen ให้ได้ ในอนาคตอันใกล้ ไม่อยากมองเห็นคนไทยต้องไปขายแรงงานที่ประเทศเพื่อนบ้าน ฉะนั้น ทุนมนุษย์คือคำตอบ

ต่อข้อคำถามว่า การนำเงินภาษีไปอุดหนุนสินค้าเกษตรคือการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมเห็นด้วยกับการที่จะใช้เงินภาษีอุดหนุนสินค้าเกษตร แต่ควรจะเป็นเพียงแค่เพียงมาตรการระยะสั้นเท่านั้น เพราะถ้าเกิดไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นกำเนิด เชื่อว่าเราก็คงต้องใช้ภาษีพี่น้องประชาชนไปอุดหนุนให้กับสินค้าเกษตรไปโดยตลอด
“ก่อนที่เราจะไปอุดหนุน ผมคิดว่าเราใช้กระบวนการของภาครัฐให้มันครอบคลุม แล้วก็ช่วยขจัดปัญหาในเรื่องของสินค้าเกษตรไม่ได้ราคาเสียก่อน โดยการหาตลาด ทุกวันนี้มีผลผลิต ผลไม้หลายตัวสามารถกำหนดตลาดได้ล่วงหน้า เมื่อเป็นเช่นนั้น จำนวนของผลผลิตที่ออกมาก็มีการระบายสู่ตลาดที่รองรับไว้อยู่แล้ว ในเรื่องของการที่จะต้องนำเอาภาษีมาอุดหนุนสินค้าเกษตรก็ลดน้อยลง” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ในเรื่องของตลาดนำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ ส่วนสินค้าใดก็แล้วแต่ที่อ่อนไหวจนกระทั่งไม่สามารถที่จะดูแลเรื่องราคาได้ ตรงนั้นจึงค่อยไปอุดหนุนกันอีกครั้งหนึ่ง แต่เรื่องของการหาตลาดนำอาจจะไม่เพียงพอ ควรต้องมีเรื่องนวัตกรรมเสริมด้วย ปัจจุบันเรื่องเทคโนโลยีก็ดี เรื่องนวัตกรรมก็ดี มีความสามารถเพิ่มคุณภาพของผลผลิตการเกษตรได้ครบถ้วน รวมถึงเรื่องการเพิ่มปริมาณการผลิต เพราะฉะนั้น เมื่อต้นทุนถูก คุณภาพดี แล้วก็มีปริมาณที่เพียงพอ เวลาเกิดการขายสินค้าเกษตรก็จะได้กำไร ฉะนั้นควรจะพัฒนา ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ อุดหนุนเท่าที่จำเป็น
ต่อข้อคำถามว่า ประเทศไทยควรมีแผนรับมือสถานการณ์ความแปรปรวนสภาพอากาศโลกอย่างไร น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ตำราพิชัยสงครามบอกไว้ชัดเจนที่สุดว่า ถ้าเรารู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ถ้าพูดถึงสภาพอากาศแปรปรวนคงต้องบอกว่าแม้แต่ประเทศมหาอำนาจเอง อย่างสหรัฐอเมริกา หรือจีน ก็คงไม่ได้พ้นหนีโทษที่เกิดจากภัยพิบัติ เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน แต่สิ่งที่ประเทศเหล่านี้มีก็คือเขารู้เขา และก็รู้เรา หมายความว่า ถ้าเกิดเราคิดว่าสภาพอากาศแปรปรวนคือศัตรูตัวสำคัญ ฉะนั้น ทำแบบไหนอย่างไร เราจึงจะมีมาตรการ เราจะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ เราจะต้องมีเทคโนโลยี เราจะต้องมีนวัตกรรม ในการที่จะรู้เขาเสียให้หมด
“ผมอยากจะบอกว่าสภาพอากาศแปรปรวนไม่ได้ส่งผลเสียเฉพาะเรื่องของภัยพิบัติ แต่จริงๆ มีผลกระทบนะกับทุกเรื่องเลย เช่น การท่องเที่ยวก็กระทบ เรื่องของเกษตรกรรมก็กระทบ ฉะนั้น ผมอยากให้ประเทศไทยมองเรื่องของสภาพอากาศแปรปรวนเหมือนกับเป็นศัตรูร้ายตัวสำคัญ ไม่ได้ต่างกับกัมพูชา เราจะต้องกำหนดมาตรการแบบไหนอย่างไร ที่จะทำให้รู้เขา วันนี้ประเทศที่มีความพร้อม ปล่อยดาวเทียมขึ้นท้องฟ้าทั้งสิ้น
ประเทศไทยถ้าเรามีดาวเทียม 5-6 ดวง สามารถดูการแปรเปลี่ยนของสภาพบรรยากาศ แล้วก็ทำนายเรื่องของสภาพอากาศได้ เราก็จะป้องกันได้ก่อน” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า การจะรู้เขาได้ก็โดยเทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดาวเทียม เรื่องของเซ็นเซอร์ ส่วนรู้เรา ถ้าหากมีการรู้เขาได้เรียบร้อย พอรู้เรา เราก็สามารถที่จะปรับตัว เพื่อที่จะต่อสู้กับสภาพอากาศแปรปรวนของโลกได้ ยกตัวอย่างเช่น การเกษตร ถ้าหากว่าเรามีข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจน ก็จะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะตัดสินใจว่าจะเพาะปลูก ตอนไหน อย่างไร

“เรื่องของการท่องเที่ยว แน่นอนก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ เราก็จะรู้เลยว่าในช่วงไหนที่สภาพอากาศมันจะดีหรือไม่ดี มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่ามิติต่างๆ ทั้งหลาย ที่จะได้รับผลกระทบกับสภาพอากาศแปรปรวน มีความจำเป็นที่จะต้องรู้เขา ประเทศต้องลงทุนในเรื่องนี้” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
ต่อข้อคำถามว่า ท่านมีนโยบายแก้ปัญหาที่เกิดจากอาชญากรรมไซเบอร์อย่างไร น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า เรื่องของ Cyber Security จริงๆ ไม่ได้แตกต่างกับเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ที่เราต้องมีรั้วของชาติ ก็คือมีกองทัพในการป้องกัน Cyber Security ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันถ้าประเทศไทย เป็นประเทศที่ต้องการรักษาความมั่นคงและอธิปไตย แล้วต้องไปจ้างต่างประเทศให้มาทำหน้าที่ในการปกป้องประเทศของเรา จะเหลือความมั่นใจ ในการที่จะให้ทหารต่างชาติเหล่านั้นมาดูแลประเทศของเราอยู่หรือไม่
“Cyber Security ก็เช่นกัน พรรคกล้าธรรมมองว่าถึงเวลาสำคัญแล้ว ที่รั้วความมั่นคงของประเทศนี้ ที่จะป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ ควรจะต้องเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่พัฒนาและผลิตโดยคนไทย ปัจจุบันสามารถไปดูได้ กระทรวง ทบวง กรม ล้วนแล้วแต่ใช้ระบบป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ของต่างประเทศทั้งหมด ขณะเดียวกันต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านใช้ Cyber Security ของประเทศไทย ผมจึงอยากเชิญชวนหน่วยงานราชการรวมถึงหน่วยงานเอกชน ควรจะใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทย และมีมาตรฐานสากล ซึ่งวันนี้เราเดินไปถึงจุดนั้นแล้ว ขาดอย่างเดียว คือขาดความรู้ของคนที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ Cyber Security ต้องใช้รั้วของไทยเอง” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

