‘กล้าธรรม’ ยัน ไม่ขายฝัน ชูเศรษฐกิจฐานราก ทำลายทุนนิยมผูกขาด ปกป้องคนด้อยโอกาส
เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันนโยบายวิสัยทัศน์ โดยมีพรรคการเมืองต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงบ่าย เวลาราว 14.10 น. เริ่มเวทีที่ 4 ซึ่งเป็นเวทีสุดท้าย : ดรีมทีมไทยแลนด์ วิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ โดยเป็นครั้งแรกของการดีเบตนโยบายแบบทีม ซึ่งมี 7 พรรคการเมืองส่งตัวแทนเข้าร่วมนำเสนอจุดแข็ง จุดขาย และนโยบายพรรคในมิติต่างๆ 5 หมวด โดยแบ่ง 7 พรรคออกเป็น 2 กลุ่ม สำหรับ 5 หมวดนโยบายได้แก่ 1.การเมือง 2.ความมั่นคง 3.เศรษฐกิจ 4.สังคม 5.อนาคตและเทคโนโลยี
จากนั้น ในช่วงส่งท้าย : Final Call ตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรค กล่าวสรุปทิ้งท้าย พรรคละ 4 นาที โดยพิธีกร ‘มติชนทีวี’ จับสลากได้ลำดับ ดังนี้ พรรคแรก รวมไทยสร้างชาติ, พรรคที่ 2 ประชาชน, พรรคที่ 3 กล้าธรรม, พรรคที่ 4 พลวัต, พรรคที่ 5 เพื่อไทย, พรรคที่ 6 ประชาชาติ, พรรคที่ 7 ประชาธิปัตย์
โดย นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร ส.ส.หนองบัวลำภู เขต 2 เป็นตัวแทนพรรคกล้าธรรม ขึ้นกล่าวสรุปส่งท้าย ว่า อยากเสนอแนวทางที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตการเมือง เป็นการเมืองที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เราต้องการรัฐบาลที่มาจากประชาชน และเป็นรัฐบาลที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของประชาชนได้
“ในมิติของความมั่นคง ความหมายของพรรคกล้าธรรม เราไม่ได้มองเรื่องสงคราม ไม่ได้มองเรื่องอาวุธ แต่มองถึงความมั่นคงของรายได้ประชาชน ความมั่นคงเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชน และคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีอนาคตของลูกหลานในวันข้างหน้า
ในมิติของเศรษฐกิจ เรากำลังมองเศรษฐกิจฐานรากเป็นสำคัญ คนที่ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น เป็นคนที่สมควรได้รับการดูแล คนจน เกษตรกรไม่ต้องการความสงสาร แต่เขาต้องการระบบที่มีความเป็นธรรมและยุติธรรมสำหรับเขาในการดำรงชีวิตของการเป็นเกษตรกรในประเทศนี้ เรามองเห็นว่าคนเหล่านี้ต้องได้รับการดูแล ไม่ต้องการเห็นภาคเกษตรกรที่ประสบแต่ปัญหา” นายไชยากล่าว

นายไชยากล่าวต่อไปว่า คนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาว ที่วันนี้ทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องจากต่างจังหวัด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รักถิ่นฐาน แต่เพราะว่าในต่างจังหวัดนั้น รายได้จากภาคการเกษตรไม่สามารถที่จะดำรงชีวิต ที่เป็นรายได้ที่มีความมั่นคง และไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทิ้งถิ่นฐานจากชนบทมาสู่เมืองหลวง เป็นปัญหาของสังคม ปัญหาในเมืองหลวง และปัญหาในต่างจังหวัดเช่นกัน
“การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจะต้องมองที่เศรษฐกิจฐานราก งบประมาณของรัฐบาลต้องไปโฟกัส เราไม่พูดถึงการซับซิไดซ์ (subsidize) ภาคการเกษตร แต่ถ้าเกิดว่าการซับซิไดซ์นั้นเป็นเรื่องของการทำให้ระบบชลประทานใช้ AI ใช้เทคโนโลยี ใช้นวัตกรรม เพื่อให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุน ให้เขาสามารถที่จะมีน้ำไปสู่ภาคการเกษตร ถ้าหากว่าการซับซิไดซ์ การจัดงบประมาณของรัฐ พูดถึงการทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง นั่นคือโอกาสของคนจนและโอกาสของเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้” นายไชยาชี้
นายไชยากล่าวต่อว่า ถ้ามองถึงความเป็นธรรมและระบบที่พรรคกล้าธรรมกำลังคิด คนจนจะต้องได้รับโอกาสและได้รับสิทธิในการปกป้องจากรัฐ หมายความว่า ต้องทำลายตลาดที่เป็นการผูกขาดโดยระบบทุนนิยม ที่ทำให้วงจรเหล่านี้สร้างความยากจน และซ้ำเติมความยากจนของคนในชนบท
“นโยบายของเราไม่ใช่นโยบายเพ้อฝัน ไม่มีนโยบายขายฝัน แต่เป็นนโยบายที่จับต้องได้ เราบอกว่า ‘ทำมากกว่าพูด’ และโฟกัสต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต เรากำลังจะปกป้องคนที่ตัวเล็ก คนที่ด้อยโอกาสในสังคม ผมคิดว่าวันนี้และรัฐบาลหน้า จะเป็นรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่กำลังพูดถึงในขณะนี้
ให้โอกาส ให้ทางเลือกของพรรคกล้าธรรม ให้มีจุดยืนทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร และการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ‘เลือกพรรคกล้าธรรม หมายเลข 42’ และเลือกผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมในต่างจังหวัด ในทุกเขตเลือกตั้ง ตามหมายเลขของแต่ละคนได้” นายไชยากล่าวทิ้งท้าย


