พท.ใช้เทคฯอัพระบบราชการ โชว์ออก กม.ช่วยทำธุรกิจง่าย AI for All ยกระดับเกษตร ปชน.ใช้ 4 ปัจจัยปฏิรูปราชการ
เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน เครือมติชน จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 The Real Politics ทางแพร่งประเทศไทย เปิดเวทีสาธารณะประชันโยบายวิสัยทัศน์ ในเวทีที่ 4 หัวข้อ “ดรีมทีมไทยแลนด์ วิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่” โดยมี 5 คำถามในแต่ละหมวด ได้แก่ 1.นิรโทษกรรมยังเป็นภารกิจของรัฐบาลใหม่หรือไม่ และควรครอบคลุมถึงใครบ้าง 2.ประเทศไทยควรวางบทบาทตัวเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบัน 3.ถ้าจะตั้งต้นปฏิรูปเศรษฐกิจไทยควรเริ่มต้นจากอะไร 4.ระบบราชการไทย ปรับไม่เยอะแล้วไปต่อ หรือแค่นั้นไม่พอต้องรื้อใหม่ทั้งหมด 5.ประเทศไทยจะเติบโตได้อย่างไรจากการใช้เทคโนโลยี AI
น.ส.ธีราภา ไพโรหกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปอยู่ที่ “เจตจำนงทางการเมือง” และยืนยันว่าระบบราชการไทยจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง เพื่อไทยจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับระบบราชการให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เสนอจัดทำระบบ Real Time Governance Dashboard เปิดให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบกระบวนการทำงานของภาครัฐได้โดยตรง ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมประมูล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

น.ส.ธีราภากล่าวว่า ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเสนอการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ผ่านแพลตฟอร์ม One Government ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลภาครัฐแบบรวมศูนย์ ให้ประชาชนสามารถติดต่อราชการและดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ ผ่านช่องทางเดียว ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ เป้าหมายสำคัญคือการปรับบทบาทของระบบราชการให้เป็น “รัฐบริการ” อย่างแท้จริง แทนการเป็นรัฐควบคุม โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ
น.ส.ธีราภากล่าวว่า ยอมรับการปฏิรูประบบราชการไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ถามว่า 2 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำอะไรเลย อันนี้ก็คงไม่ใช่ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยได้เริ่มขับเคลื่อนมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การผลักดันพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณา รวมถึงการดำเนินนโยบาย Cloud First Policy เพื่อบูรณาการข้อมูลภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
น.ส.ธีราภากล่าวว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดโอกาสการทุจริตในระบบราชการ เนื่องจากกระบวนการทำงานที่เป็นดิจิทัลจะไม่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ พร้อมย้ำว่านี่คือจุดยืนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการปฏิรูประบบราชการของประเทศ
นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเข้ามาของเทคโนโลยี AI นำมาทั้งความท้าทายและโอกาส จึงเป็นที่มาของนโยบาย “AI for All” ของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมองว่า หากช่องว่างระหว่างคนที่มีความรู้ด้าน AI กับคนที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยีนี้ขยายกว้างมากเกินไป จะเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แนวคิด AI for All คือการทำให้ประชาชนไทยทุกคนสามารถเข้าใจและใช้งาน AI ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ AI กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไปข้างหน้า พร้อมยกตัวอย่างการนำ AI มาใช้กับอุตสาหกรรมพื้นฐานอย่างภาคเกษตรกรรม โดยเกษตรกรใช้ AI วิเคราะห์ได้ว่าควรปลูกพืชชนิดใด ผลผลิตควรส่งออกไปยังตลาดใด รวมถึงการคาดการณ์สภาพอากาศและอุณหภูมิ เพื่อวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิตทางการเกษตร

นายพงศ์ศรัณย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังนำ AI มาใช้ยกระดับความปลอดภัยในเมืองและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะที่บริหารจัดการด้วย AI ซึ่งช่วยลดช่องว่างของการทุจริต และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และน่าเที่ยวมากยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงทั้งของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยนำ AI มาใช้ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของระบบ เนื่องจากระบบไม่มี “ใต้โต๊ะ” สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ และทำให้การขับเคลื่อนนโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐบาลธรรมนูญมีการพูดคุยกันหลายเวทีแล้ว น่าจะมีการเรียนรู้ได้แล้วว่าครั้งแรกเป็นเพียงการเปิดโอกาส และเป็นขั้นตอนตามกระบวนการที่ศาลรัฐธรรมนูญและสภายืนยัน จึงควรเดินหน้าต่อในกระบวนการการนิรโทษกรรม ยืนยันว่า พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็น พ.ร.บ.ที่อยากคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทยที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลานาน ทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องการและเหน็ดเหนื่อยกับความขัดแย้งนี้ หลักการจึงเปิดให้แต่ละพรรคส่งตัวแทนเข้ามาร่วมกันทำงานผ่านกรรมาธิการ หาข้อสรุป ฉันทามติใหม่ให้สังคมไทยร่วมกัน จะได้ไปต่อได้ หากจะมีอนาคตได้ต้องปลดล็อกอดีตด้วย

นายวีระยุทธกล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการถือเป็นเรื่องใหญ่และต้องทำ ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มี 4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการปฏิรูป ได้แก่ คน กฎ งบ และเคพีไอ บางเรื่องคนน้อยมากในบางระบบงาน อาทิ เรื่องการปราบนอมินี ทุนเทาต่างๆ มีคนทำงานเพียง 10 คน โทษปรับนอมินีแค่ 2 พันบาทเท่านั้น จีงต้องปรับเรื่องคนและกฎไปพร้อม บางหน่วยปรับไม่ทันโลกต้องเพิ่มคนให้ อย่างสินค้าไร้มาตรฐานในต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาดไทย ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม มีสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดไทยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการตรวจสอบมาตรฐาน เรื่องนี้คือด่านหน้าที่ไม่มีการดูแลตั้งแต่ศุลกากร จึงต้องปราบปรามกันจริงจัง ทำให้ด่านหน้าของเราต้องเป็นดิจิทัลในการใช้งานให้ได้
นายวีระยุทธตอบคำถามประเทศไทยจะเติบโตได้อย่างไรจากการใช้เทคโนโลยี AI ว่า ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยน โดยการติดชิปให้อุตสาหกรรมเก่าเดินต่อไปได้ และอุตสาหกรรมใหม่เกิดทางเลือกเฉิดฉายในระดับโลก แต่ยุทธศาสตร์ต้องเปลี่ยน ที่ผ่านมาประเทศไทยชอบดึงเทคโนโลยีมาผลิตในไทยทั้งหมด อาทิ รถยนต์มาผลิตทั้งคัน แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยน หาจุดที่เก่งในซัพพลายเชน และเก่งจนโลกขาดเราไม่ได้ เสนอ 3 ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่ 1.เซ็นเซอร์ 2.พาวเวอร์ชิป และ 3.โฟโต้นิกส์ ที่จะเติบโตไปพร้อมกับเอไอ ที่สำคัญคือ ต้องดึงอุตสาหกรรมเก่าของไทยที่มีแรงงานเยอะไปด้วยกันให้ได้
“เราต้องมองเอไอเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ หา 3 ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เราเก่ง เพราะประเทศไทยมีวิศวะกร มีนักออกแบบอยู่แล้ว ต้องส่งเสริมทั้งระบบนิเวศ ฝั่งดีมานด์ ซัพพลาย และโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกัน ถือเป็นทางเลือกใหม่ ทางที่จะไปต่อของเสือตัวที่ 5 เราอยากฟื้นชีวิตของเสือตัวที่ 5 ให้กลับมาวิ่งได้ด้วยขาของเราเอง ผ่านการมีเทคโนโลยีเป็นของเราเอง” นายวีระยุทธกล่าว

