นโยบายไม่มี? ผู้เชี่ยวชาญหวั่น สถิติพุ่ง! เด็กติดยา-กัญชา-บุหรี่ไฟฟ้า-ผับบาร์ตี 4 ชี้รายได้ไม่เพิ่ม ซ้ำร้ายขยายปัญหา รัฐบาลหน้าจะเอาอย่างไร?
เมื่อวันที่ 23 มกราคม เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กทม. ขบวนการส่งเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา ’เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่…หล่นหาย‘
บรรยากาศเวลา 13.00 น. ศ.สุริชัย หวันแก้ว กล่าวต้อนรับ โดยเน้นย้ำถึง ‘โลกาภิวัตน์กับความเหลื่อมล้ำ’ ที่ผ่านมาสังคมพูดถึงแต่เรื่องปากท้อง สวัสดิการ แต่มักไม่พูดถึง ‘ความไม่เป็นธรรมจากการพัฒนา’ ด้วยโครงสร้างที่ทำให้เปราะบาง
ต่อด้วย รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. เสวนาในหัวข้อ “แนวโน้มปัญหาที่สังคมไทยต้องเผชิญ” โดยในตอนหนึ่งกล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรม นโยบายทางสังคมพอจะมีให้เห็นบ้าง แต่บางนโยบายถูกมองข้ามไป เราต้องการนโยบายที่ครอบคลุมถึงทุกคน ไม่ใช่ต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำอยู่อย่างนั้น นโยบายที่หล่นหายไม่ว่าจะเป็น ยาเสพติด การพนัน หวย บ่อน ความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาเรื่องการศึกษา ที่ต้องมองถึงฐานราก

จากนั้น นายสมคิด พุทธศรี บรรณาธิการบริหาร The 101.world กล่าวเน้นย้ำถึงเชิงสถิติ ทั้งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทา ที่น่าศึกษาต่อในเชิงพฤติกรรมความคิด รวมถึงนักการเมือง ที่ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคนที่มีฐานะเข้าสู่สนามการเมือง ต่างจากอดีตที่ผู้แทนราษฎร ซึ่งมักมาจากคนจน เป็นต้น
จากนั้น เวลา 14.30 น. เข้าสู่ช่วงที่สอง ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่…หล่นหาย‘ โดยวิทยากรจากภาคประชาสังคมร่วมพูดคุยลงลึกถึงหลากหลายประเด็น ซึ่งเกี่ยวกับนโยบายทางสังคมในการเลือกตั้งครั้งนี้
ในตอนหนึ่ง นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน กล่าวถึง ‘ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ผับบาร์ตี 4 และอุบัติเหตุเมาขับ’ ซึ่งนโยบายว่าส่วนใหญ่ไปในทิศทางให้เห็นด้วยกับบุหรี่ไฟฟ้า ที่จะให้เสรีแบบกัญชา
“แต่โดยสรุปแล้ว บุหรี่ไฟฟ้า มีผลกระทบไม่ต่างจากบุหรี่มวน มีสารเสพติด มีนิโคตินเหมือนกัน และเป็นสาเหตุของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCD”
จากนั้น นายธีรภัทร์ หยิบยกอุบัติเหตุทางถนน จากการเมาแล้วขับ เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน สูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 74,000 ล้านบาท เฉพาะจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ เช่นเดียวกับ ทุกช่วงเทศกาล 25-30%
“ดื่มแล้วขับชนคนตาย โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ศาลท่านมองเป็นความประมาท แต่ถ้าคุณขับรถเมา คุณเจตนาเล็งเห็นผลได้อยู่แล้ว
ผมเลิกกินเหล้า เพราะคนเมาขับรถมาชนจนเพื่อนผมเสียชีวิตคาที่ ไม่สนุกเลย คดีที่ชนคนตาย โดนแค่กระทำการประมาท โทษสูงสุดแค่ 10 ปี ซึ่งลดลงมาเรื่อยๆ เหลือรอลงอาญา” นายธีรภัทร์เผย

นายธีรภัทร์กล่าวถึง ความเชื่อที่ว่า ‘เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาพร้อมการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว’ แต่แทบไม่มีนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนสุขภาพดี ถ้าจะมีคือ ออกแนวส่งเสริมการท่องเที่ยว
“ผมมีตัวอย่างนโยบายที่ทำมาแล้ว เจ๊งแล้ว แต่ยังไม่เลิก คือ ‘นโยบายขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่ ทั้งใน กทม. ภูเก็ต พัทยา เกาะสมุย เชียงใหม่ (ธ.ค.66) พอทำไปสักระยะ หลายฝ่ายก็ติดตาม ปรากฏว่ารายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด มีการสำรวจในจังหวัดคู่เทียบ ใกล้เคียงกันแต่ไม่ได้ขยายเวลา
พบว่า จำนวนจังหวัดคู่เทียบ มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงกว่า จังหวัดที่ขยายเวลา นักท่องเที่ยวลดลง” นายธีรภัทร์กล่าว และว่า
โดยสรุปรายได้ไม่ได้เพิ่มจากการขยายเวลาขายเครื่องดื่ม ซ้ำร้ายกลับรายได้ลดลง เกิดอุบัติเหตุ ทางท้องถนน รัฐบาลชุดต่อไปจะเอาอย่างไรกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ด้าน นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ‘เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อปัญหาสังคมและสิ่งเสพติด’ โดยกล่าวถึงกรณียาเสพติด กัญชา และกระท่อม ซึ่งคนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด
โดยในตอนหนึ่ง นายวัชรพงศ์ ได้สะท้อนถึงปัญหาเด็กอายุ 14 ปี ใน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผลผลิตจากการป้องกันยาเสพติดที่ล้มเหลว
“ในสังคมที่เหลื่อมล้ำสุดๆ พลเมืองชั้นสอง ชั้นสาม ถูกตีตราว่าพูดไม่ชัด อยู่บนดอย เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เราผลักความเป็นอื่น ถูกความเหลื่อมล้ำในโลกแห่งความเป็นจริงกดลงไปอีกที”
“เด็กเป็นแสนคน อยู่ในสภาพดรอปเอาต์ เมื่อไม่ได้อยู่โรงเรียน ความเสี่ยงอื่นๆ มันตามมาไปหมด พ่อต้องล่ามโซ่เอาไว้ เพราะน้องเป็นผู้เสพ ผู้ค้า มีเด็กแบบนี้อีกหลายแสนคน
นโยบายยาเสพติด ไม่ว่าชุดนี้ หรือชุดหน้า เราจะเอาอย่างไร” นายวัชรพงศ์กล่าว

นายวัชรพงศ์ ระบุด้วยว่า ปีนี้งบประมาณที่สภาฯ ผ่าน เฉพาะเรื่องยาเสพติด มีถึง 5,462 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่สูง โดยส่วนหนึ่งในนั้น ใช้ไปกับการขยายผลไปสู่การจับกุม 1,700 ล้านบาท และอีก 1,500 ล้านบาทใช้ในการบำบัดดูแล
“เราจะทำอย่างไร งานป้องกันสำคัญที่สุด คือต้องทำตั้งแต่ ‘สังคม ชุมชน โรงเรียน’ แต่งบประมาณแทบลงไปไม่ถึง ในการทำงานเรื่องการป้องกันอย่างจริงจัง ให้ตำรวจทำ ก็ทำไม้ง่าม แล้วอบรมการทำไม้ง่าม น่าเจ็บใจมาก” นายวัชรพงศ์เผย
นายวัชรพงศ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ฝากถึงพรรค และว่าที่รัฐบาลในอนาคต ไทยเรามีกองทุนฯ ยึดทรัพย์ จากผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีส่วนของงบประมาณ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับการสนับสนุนชุมชนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่กองทุนนี้ กลับให้ความสำคัญกับปฏิบัติการยึดทรัพย์ ที่ว่าเจ้าหน้าที่ต้องเสี่ยง ต้องซื้อเกราะดีๆ ติดกล้อง CCTV
“คนที่เชี่ยวชาญไม่มีงบประมาณในการทำงาน จะทำอย่างไรให้งบฯ ลงไปถึงคนทำงานนี้อย่างจริงจัง
ต้องให้ภาคประชาชน และท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วม เยาวชนมีสิทธิมีเสียง ออกแบบวิธีการ และชีวิตตัวเอง ไม่ใช้อำนาจนำ แต่ต้องใช้ ‘อำนาจร่วม’ ” นายวัชรพงศ์กล่าวทิ้งท้าย


