วงเสวนาชำแหละนโยบายพรรคการเมือง ชี้ส่วนใหญ่ไม่สนใจแก้ความรุนแรงในครอบครัว ซัดบางพรรคเสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย
เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่โรงแรมแมนดาริน นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่ง ในงานเสวนาหัวข้อ “เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่หล่นหายไป” จัดโดยเครือข่ายทำงานขับเคลื่อนสังคมเลือกตั้ง 69 ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งภากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ความรุนแรงในครอบครัวของไทยสูงติด 1ใน 10 ของโลก ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ (OSCC) กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ คุกคามและละเมิดทางเพศ ปี 2567 เข้ารับบริการผ่านสายด่วน 17,913 คน เป็นหญิง 15,899 คน ชาย 1,981 คน เพศทางเลือก 33 คน ส่วนมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 พบถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% สถิติเหล่านี้เป็นเพียงส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังมีอีกมากที่ไม่ได้แจ้งความ และไม่เป็นข่าว
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบนโยบายของ 52 พรรคการเมือง มีเพียง 14 พรรคเท่านั้นที่พูดถึงความรุนแรงในสังคม แบ่งเป็น 3 ประเด็นได้แก่ 1.การต่อต้านความรุนแรง แก้ไขกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย 2.นโยบายเพื่อผู้หญิงครบวงจร ด้านความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ด้านสุขภาพเชิงรุก ด้านสร้างโอกาสทางอาชีพ ด้านสวัสดิการแม่และเด็ก ด้านความมั่นคงในวัยเกษียณ 3.ความเท่าเทียมทางเพศ ถือว่ามีนโยบายน้อยมากถ้าหากเทียบกับขนาดของปัญหา ดังนั้นจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายหลักในการขจัดปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว รับร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับของภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณา รวมถึงผลักดันงบประมาณ/กองทุนคุ้มครองและฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกกระทำด้วย
ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงาน ขสย. กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่เน้นนโยบายประชานิยม มากกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพของประชาชน ทั้งที่สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดขึ้นทั้ง บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลชัดเจนแล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไม่น้อยไปกว่าบุหรี่มวน ที่น่าห่วงคือมีเด็ก เยาวชนสูบมากขึ้นกว่า 5 เท่า แต่กลับพบบางพรรคการเมืองเสนอนโยบายให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดการเจ็บตายบนท้องถนนกว่า 50,000 คน/ปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 ราย สูญเสียทางเศรษฐกิจกว่าปีละ 7.4 หมื่นล้านบาท ในส่วนนี้ขอให้มีการเพิ่มโทษจำคุกคนเมามากกว่า 10 ปี และให้ติดคุกจริง และขอให้ยกเลิกนโยบายอนุญาตให้สถานบริการขายแอลกอฮอล์ได้ถึง ตี 4 เพราะสร้างผลกระทบจำนวนมาก
นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการพนันจำนวนมาก โดยพบว่าธุรกิจพนันดูดเงินออกจากครัวเรือนไทยหลายแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจากการติดตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง พบว่าบางพรรคใช้หวยเป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ เช่น หวยใบเสร็จ ซึ่งสะท้อนทรรศนะที่ย้อนแย้งของนักการเมือง ใช้หวยมอมเมาประชาชน ผลิตซ้ำความคิด หวยคือความหวัง นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์จากการนำธุรกิจใต้ดินขึ้นบนดิน เช่น กาสิโน หรือพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย แต่กลับไม่มีพรรคใดกล้าประกาศชัดเจนในการหาเสียง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าพรรคการเมืองมองแค่จะใช้ประโยชน์จากการพนัน แต่มองไม่เห็นชีวิตและความสูญเสียที่กิดขึ้น
ส่วนนางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจาภิเษก กล่าวว่า โรงเรียนควรมีการทบทวนและรื้อระบบโครงสร้างการศึกษาไทย เพราะความเชื่อเรื่องอำนาจนิยมของผู้บริหารและครู ประกอบกับการไม่ปรับตัวในโลกยุคข่าวสารไร้พรหมแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทำให้โรงเรียนไม่ใช่พื้นที่เป็นมิตร และทำให้นักเรียนออกจากระบบ (Drop out) ทั้งนี้มีงานวิจัยชี้ชัดว่าการศึกษาสามารถเลื่อนสถานภาพทางเศษฐกิจจากคนจนข้ามรุ่น สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่หลายทศวรรษก็ไม่เคยมีพรรคการเมืองใด รัฐราชการยุคใดปรับโครงสร้าง รื้อระบบการศึกษาให้เป็นปัจจัยสนับสนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างจริงจัง
ดังนั้น ตนขอเสนอเรื่องที่ควรทำเร่งด่วนต่อพรรคการเมือง ดังนี้ 1.กระทรวงศึกษาธิการต้องมีนโยบายดรอฟเอ้าท์เท่ากับศูนย์ ทำให้โรงเรียนเป็นมิตร ไม่ใช่คุกสำหรับนักเรียน 2. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่ต้องพัฒนาให้เป็นพื้นที่การใช้อำนาจร่วม 3.ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง เพิ่มทักษะการเป็นมนุษย์ การเป็นผู้รอดไปพร้อมๆ กัน 4. นโยบายเรียนฟรีที่ทำได้จริง 5.กำหนดเป้าหมายในการทำตามข้อเสนอภาคประชาชนเพื่อให้เห็นพัฒนาการการทำงาน






