วิกฤตสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมือง ผลกระทบใกล้ตัว ปชช.ที่ถูกมองข้าม

25.01.26 | 09:21 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นสิ่งใกล้ตัวและส่งผลกระทบกับชีวิตประชาชนมากที่สุด ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แพ้ประชานิยมด้านอื่นๆ ที่แต่ละพรรคการเมืองพยายามนำเสนอนั้น

เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์
อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อยากฝากพรรคการเมือง หรือรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ ภายหลังจากที่ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว 3 ข้อ ที่อยากจะเห็นการเมืองใหม่ที่จะเข้ามาทำงานคือ 1.เรื่องกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมาผลักดัน แต่ชะงักไปในขั้นการพิจารณาของ ส.ว.เสียก่อน เพราะมีการยุบสภา เรื่องนี้ต้องรือฟื้นขึ้นมาใหม่ และต้องทำให้ได้ เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนเฝ้ารอ มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนโดยตรง รวมทั้งทางอ้อมอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ

2.เรื่องของการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ที่แม้เราจะห้ามให้เกิดภัยพิบัติไม่ได้ แต่ในการเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือนั้นสำคัญที่สุด ซึ่งในปีที่ผ่านมา เรามีประสบการณ์ตรง ทั้งเรื่องของแผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ และดินถล่ม โดยเรื่องหลังหลายที่เกิดบ่อยซ้ำซาก แต่เรายังอ่อนในเรื่องการเตรียมการรับมือ หรือซ้อมแผนการรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้ รัฐบาลใหม่จะต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้รับมือโดยลำพัง ต้องมีการซ้อมรับมือและทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบทุกเขตทุกพื้นที่ และไม่ประมาท

Advertisement

ประการสุดท้ายที่การเมืองจะต้องมีก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการ พัฒนาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น เช่น เรื่องป่าชุมชนแหล่งน้ำ ทะเล ฯลฯ เพราะที่ผ่านมา บอกว่าประชาชนมีส่วนร่วม แต่เอาเข้าจริงแล้ว รัฐเป็นผู้พัฒนา และจัดการ ประชาชนรับรู้และเข้าร่วมในช่วงปลายน้ำแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 หลายพรรคพูดถึงเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมกันชัดเจนกว่านี้ ครั้งนี้ดูเหมือนว่า การพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเงียบมาก ส่วนใหญ่จะพูดกันแต่นโยบายที่คิดกันว่าจะโดนใจประชาชน เช่น นโยบายเศรษฐกิจ หรือเรื่องสิ่งแวดล้อมก็แตะๆ ไปอยู่ในภาพรวม อยู่ในนโยบายสังคม ที่ฟังมามีเพียงพรรคประชาชนเท่านั้นที่มีความชัดเจนในเรื่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ในนโยบาย 200 กว่าข้อนั้น
พูดเรื่องสิ่งแวดล้อมชัดเจนกว่าพรรคอื่น

เรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้นผูกพันกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติก็เกี่ยวทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทั่งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หรือ อว.เอง แต่อย่างน้อย อยากได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ที่เข้าใจเรื่องของสิ่งแวดล้อมจริงๆ ไม่ใช่ตัดสินใจอะไรตามกระแสและความรู้สึก ต้องเป็นคนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีพื้นฐานความรู้เรื่องของสิ่งแวดล้อม ให้การตัดสินใจทำงานออกมาถูกต้องและเป็นธรรม

นาทีนี้ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เรื่องฝุ่นพีเอ็ม2.5 ต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นมลพิษที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่กระจายในอากาศ นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ เช่น สุขภาพ เศรษฐกิจ

ส่วนจะเห็นด้วยกับการลงมติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่ในภาพรวมนั้น สนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว เพราะฉบับเก่านั้นมีข้อเสียมากมาย ทั้งเรื่องความอิสระขององค์กรอิสระ และ ส.ว.ที่ไม่อิสระจริงๆ หรือเรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ให้สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนน้อย ประชาชนแค่ได้ร่วมทำงาน แต่ไม่ได้ร่วมคิดร่วมสร้าง

มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในส่วนของสิ่งแวดล้อมนั้นเนื้อหาควรจะกระจายอำนาจให้ประชาชนได้มีอำนาจ มีส่วนร่วมในเนื้อหา โดยเฉพาะสิทธิพื้นฐานการได้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีอันเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์เรา และจริงๆ แล้ว ผมอยากให้หน่วยงาน หรือแม้กระทั่งสื่อจัดดีเบตเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ว่าแต่ละพรรคจะทำอะไรบ้าง เพราะเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจนั้นทำกันเยอะแล้ว เอาเข้าจริง ยังไม่เห็นพรรคไหนออกนโยบายสิ่งแวดล้อมชัดเหมือนพรรคประชาชนเลย

สนธิ คชวัฒน์
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย

3ข้อที่อยากจะฝากไปถึงพรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ 1.เรื่องภัยพิบัติจากโลก ซึ่งปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติตลอดทั้งปี ทั้งเรื่องแผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม หลุมยุบ ทะเลหนุน น้ำทะเลกัดเซาะ ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนได้ไปลงนามในการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศCOP 30 ว่า ในปี 2035 ประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 47% และในปี 2050 จะลดให้เป็น 0 ซึ่งจะต้องทำให้ได้ตามที่ลงนามเอาไว้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลตามมามากมาย เช่น ประเทศสมาชิกขาดความเชื่อถือ ไม่ซื้อของจากเรา เป็นผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ และจะทำเรื่องนี้ให้ได้ก็ต้องเตรียมความพร้อมอย่างหนักหน่วง นโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลในการจัดการเรื่องนี้จึงสำคัญมาก

ประการที่ 2 เรื่องฝุ่นพีเอ็ม2.5 ที่เกิดจากปัญหาจราจร การใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สะอาด เรื่องนี้อยู่ในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านมา 2 สภาแล้ว และชะงักที่วุฒิสภา เพราะยุบสภาเสียก่อน การจัดการฝุ่นพีเอ็ม2.5 ได้ หมายถึงการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความยากจน ปัญหาสุขภาพ

ประการที่ 3 ต้องจัดการปัญหากากอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากโรงงานสีเทาหรือโรงงานศูนย์เหรียญ ที่เข้ามาทุจริตเชิงนโยบายขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น ออกใบอนุญาตผิดประเภทจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นสถานประกอบการ เป็นต้นเหตุให้มีการจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง สร้างมลพิษแก่ท้องถิ่น ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน เรื่องนี้รัฐบาลต้องให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการจัดการจริงจัง ไม่ใช่แค่ใช้ พ.ร.บ.สาธารณสุขอย่างเดียว

เมื่อถามว่า มองว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคไหนเข้าตา และสามารถจัดการได้ทันทีที่พรรคนั้นเข้ามาบริหารประเทศมากที่สุด นายสนธิกล่าวว่า พรรคประชาชนมีแอ๊กชั่น แพลน ที่ลงลึกเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนที่สุด สามารถเอามาใช้ได้ทันที ภายใน 100 วัน เช่น การจัดการเรื่องฝุ่นพีเอ็ม2.5 การสานต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด รวมไปถึงการจัดการโรงงานสีเทา ส่วนพรรคอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน แต่แค่แตะๆ ไม่ลงลึก และเอาไปรวมอยู่ในนโยบายด้านสังคม แต่ไม่ออกมาชัดเจนโดดเด่น

ส่วนเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่นั้น เห็นด้วยอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดต้องมาจากประชาชนจริงๆ โดยภาพรวมของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องคำนึงถึงสิทธิประชาชน ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้กลุ่มรากหญ้ามีสิทธิมีเสียง ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง

เมื่อถามว่านึกหน้าตาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าหน้าตาอย่างไร นายสนธิกล่าวว่า ดูจากแอ๊กชั่นแพลนที่ประกาศออกมาแล้ว มองว่าพรรคประชาชนมีแผนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน แต่รายบุคคลนั้น ไม่รู้ คิดว่าถ้าพรรคนี้ได้เป็นรัฐบาล ใครก็ตามที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ต้องทำตามนโยบายพรรค

อย่างไรก็ตาม คนนั้นจะต้องมีความรู้ มีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม เพื่อบริหารจัดการปัญหาเป็นองค์รวม ไม่เชื่อข้าราชการง่ายๆ และที่สำคัญให้ดูเรื่องทีมที่ปรึกษาว่ามีความรู้ ความสามารถอย่างไรด้วย

และสำคัญที่สุดคือ นโยบายทุกเรื่องจะดีแค่ไหน ถ้าถึงเวลาได้เข้าไปทำงานแล้ว ไม่ทำตามนโยบายก็ไม่มีประโยชน์

อย่ามองข้ามนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมือง เพราะสิ่งที่ออกมาจะอยู่ใกล้ตัวและมีผลกับตัวเรามากที่สุด