ณพลเดช ชี้ คำพูด ธนพร ปม นางพญา 5 ตำแหน่ง โยงผลเลือกตั้ง ส่อชี้นำ เสี่ยงขัดพ.ร.ป.เลือก ส.ส.
เมื่อวันที่ 24 มกราคม นายณพลเดช มณีลังกา อดีตเลขานุการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า การให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์นโยบายและการเมือง ต่อสื่อมวลชน โดยใช้ถ้อยคำตรงและชัดเจนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ไม่อาจมองเป็นเพียงการวิเคราะห์เชิงวิชาการทั่วไปได้ แต่ต้องพิจารณาในกรอบกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา เนื่องจากมีการกล่าวในลักษณะชี้นำผลการเลือกตั้ง พาดพิงบุคคล และโยงฝ่ายตรงข้ามกับการกระทำผิดทางอาญาโดยยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
นายณพลเดช กล่าวว่า คำพูดของ อ.ธนพร ที่กล่าวว่า “ผมขอแทงสวนทุกโพลที่ผ่านมา ทุกคนประเมินแดงต่ำไป จดไว้เลยนะ เลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชน 145 ภูมิใจไทย 140 เพื่อไทย 120 กล้าธรรม 35” เป็นการฟันธงผลการเลือกตั้งพร้อมตัวเลขอย่างชัดเจน ซึ่งเข้าลักษณะการชี้นำให้ประชาชนเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปตามที่กล่าวไว้แล้ว การกระทำเช่นนี้อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 73 (1) และ (5) ที่ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการจูงใจ ครอบงำ หรือชี้นำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองใด โดยใช้กลอุบายหรือวิธีการใด ๆ ที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ทั้งนี้ มีการกล่าวต่อว่า “โพลประเมินเพื่อไทยต่ำไป เพราะคิดว่าไม่สู้แล้ว แต่ถ้าไม่สู้นายใหญ่จะอยู่เรือนจำอีกยาว” ถ้อยคำลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นการประเมินเชิงการเมืองครับ แต่ยังพาดพิงถึงชะตากรรมทางคดีของบุคคลอย่างชัดเจน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผลการเลือกตั้งมีผลโดยตรงต่อคดีความ เป็นการสร้างแรงกดดันและบิดเบือนเจตจำนงเสรีของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
รวมทั้ง การใช้ถ้อยคำเชิงยุทธศาสตร์ เช่น “นางพญา 5 ตำแหน่ง เขาเอาจริง เดินลุยสุดซอย เป้าหมายคือแม่ของนายกรัฐมนตรี” เป็นการพาดพิงเจตนาและแรงจูงใจของบุคคลในครอบครัวทางการเมืองโดยตรง หากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานรองรับ อาจสุ่มเสี่ยงต่อความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะเป็นการทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อสาธารณชน
นายณพลเดช กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณาในเชิงกฎหมายเลือกตั้ง คือคำพูดที่ว่า “ต้องจัดกระสุน หรือจัดอาหารเสริมให้ผู้สมัคร ไม่น้อยกว่า 40 ล้านแคลอรี่” แม้จะเป็นถ้อยคำเปรียบเปรย แต่เมื่ออยู่ในบริบทการแข่งขันเลือกตั้ง ย่อมทำให้สังคมตีความได้ถึงการใช้ทรัพยากรหรือเงินเพื่อสนับสนุนผู้สมัคร ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายเลือกตั้งที่มุ่งป้องกันการใช้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจทางการเมือง
อีกทั้งประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางกฎหมายอาญาอย่างยิ่ง คือคำพูดของ อ.ธนพร ที่ระบุว่า “ครูใหญ่ต้องทำให้เกิดการออกหมายจับ 10 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทุนเทา พนันออนไลน์” รวมถึงการพาดพิงพื้นที่และบุคคลว่าเป็น “เมืองหลวงวัยรุ่นสร้างตัว 888” และตั้งคำถามเชิงกล่าวหาว่า “จะไปจับกี่โมง” ถ้อยคำเหล่านี้เป็นการชี้นำให้สังคมเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามหรือบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล จึงอาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และหากเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านสื่อ อาจเข้าข่ายมาตรา 328 ด้วย
“ผมมองว่าหลักกฎหมายอาญายึดหลักสันนิษฐานว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การกล่าวหาว่าบุคคลหรือกลุ่มการเมืองเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในช่วงเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เพียงการวิจารณ์ทางการเมือง แต่เป็นการใส่ความที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่น ในความคิดเห็นส่วนตัวผมมองว่า เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นยังคงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่เสรีภาพดังกล่าวไม่ใช่เอกสิทธิ์ในการชี้นำผลการเลือกตั้งหรือกล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยปราศจากคำตัดสินของศาล หากคำพูดนั้นกระทบต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง หรือกระทบสิทธิของบุคคลอื่น ย่อมต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดตามกฎหมาย”นายณพลเดช กล่าว
นายณพลเดช กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการแข่งขันทางการเมืองควรยึดหลักนโยบาย ข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่การใช้วาทกรรมรุนแรง ฟันธงล่วงหน้า หรือโยงฝ่ายตรงข้ามกับอาชญากรรมเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่เพียงเสี่ยงผิดกฎหมาย แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

