หมอชี้ นโยบายลุ้นโชค เล่นกับสมองประชาชน การเมืองไทยจะไม่ต่างจากวงการพนันขนาดใหญ่

26.01.26 | 07:43 น.

เมื่อพรรคการเมืองแข่งกันใช้ “นโยบายลุ้นโชค” เล่นกับสมองประชาชน การเมืองไทยจะไม่ต่างจากวงการพนันขนาดใหญ่ ที่ผู้เล่นคือประชาชน และผู้จ่ายราคาจริงคือประเทศทั้งประเทศ

วันที่ 25  มกราคม นพ.ฆนัท ครุธกูล ในฐานะ นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ โพสต์ในเฟซบุ๊ก คุยกับหมอฆนัท เรื่อง เมื่อพรรคการเมืองแข่งกันใช้ “นโยบายลุ้นโชค” เล่นกับสมองประชาชน ระบุว่า

โค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง หลายๆพรรคต่างก็งัดนโยบายบายเด็ด ที่คิดว่าจะซื้อใจประชาชนได้ออกมา

แต่มีเรื่องหนึ่งที่หมอรู้สึกไม่สบายใจนักคือ การหาเสียงเลือกตั้ง ครั้งนี้ ภาพที่ชัดเจนขึ้นอย่างน่ากังวลคือ พรรคการเมืองจำนวนมากเริ่มใช้นโยบายที่อาศัย “การลุ้นรางวัล” และ “ความเสี่ยงโชค” เป็นเครื่องมือดึงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบการแจกเงินรางวัลหลักล้าน การแจกทุกวันด้วยวงเงินระดับหลายล้านบาท หรือการนำใบเสร็จมาเป็นตั๋วชิงโชค โดยพยายามอธิบายว่านี่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดึงข้อมูลเข้าสู่ระบบ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายรัฐ

นพ.ฆนัท ระบุว่า แต่หากพูดกันตรง ๆ นี่ไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หากคือ การนำกลไกของการพนันมาสวมเสื้อคำว่า “นโยบายสาธารณะ” และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเป็นระบบ

Advertisement

พรรคการเมืองไม่ได้แข่งกันสร้างโครงสร้าง แต่แข่งกันกระตุ้นสมอง

นพ.ฆนัท ระบุอีกว่า ในเชิงการแพทย์ กลไกของการลุ้นรางวัลไม่ใช่เรื่องเป็นกลาง ระบบโดปามีนในสมองมนุษย์ตอบสนองต่อ “ความไม่แน่นอน” และ “โอกาสได้รางวัลก้อนใหญ่” อย่างรุนแรง กลไกเดียวกันนี้คือหัวใจของการพนัน หวย และพฤติกรรมเสพติดทุกรูปแบบ

เมื่อพรรคการเมืองออกแบบนโยบายที่ให้ประชาชน “มีสิทธิลุ้น” มากกว่ามีสิทธิวางแผน สมองจะถูกฝึกให้คุ้นกับการตัดสินใจระยะสั้น ความหวังแบบฉับไว และการรอคอยโชค มากกว่าการสร้างความมั่นคงด้วยตนเอง นี่ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น แต่เป็นข้อเท็จจริงทางประสาทวิทยา

บทเรียนจากต่างประเทศ ลุ้นโชคได้ภาษี แต่แลกมาด้วยพฤติกรรมเสพติด

ตัวอย่างที่มักถูกอ้างคือ ไต้หวัน กับระบบ “สลากใบเสร็จ” (Uniform Invoice Lottery) ซึ่งช่วยเพิ่มการออกใบเสร็จและรายได้ภาษีจริงในระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่มักไม่ถูกพูดถึงคือ งานวิจัยในไต้หวันเองพบว่า พฤติกรรมการจับจ่ายเพื่อ “หวังรางวัล” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย และกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมเสพติดอยู่แล้ว

ใน สหรัฐอเมริกา งานศึกษาจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ลอตเตอรี่ของรัฐ (State Lottery) ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม แต่ภาระทางสุขภาพจิตและหนี้สินตกอยู่กับประชาชนกลุ่มล่างอย่างไม่สมส่วน จนถูกเรียกว่า “ภาษีจากความหวังของคนจน” (regressive tax on hope)

หลายประเทศในยุโรปจึงเลือกจำกัดบทบาทของการพนัน ไม่ใช่ขยายมันในระดับนโยบาย เพราะต้นทุนระยะยาวด้านสุขภาพ สังคม และพฤติกรรมสูงกว่ารายได้ที่ได้มา

อ้างว่าต้องการข้อมูล แต่ข้อมูลไม่จำเป็นต้องมาจากการลุ้น

พรรคการเมืองจำนวนมากอ้างว่านโยบายลักษณะนี้ช่วยให้ได้ “ฐานข้อมูล” เพื่อพัฒนานโยบายในอนาคต แต่ในความเป็นจริง รัฐสมัยใหม่มีเครื่องมือที่ตรงกว่า ถูกกว่า และแม่นยำกว่า ไม่ว่าจะเป็น e-Tax Invoice, e-Receipt, Digital ID หรือการเชื่อมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

ที่สำคัญ ข้อมูลที่ได้จากพฤติกรรมซึ่งถูกกระตุ้นด้วยรางวัล คือข้อมูลที่บิดเบี้ยว ไม่สะท้อนพฤติกรรมจริง และไม่ยั่งยืน การใช้กลไกการพนันเพื่อเก็บข้อมูลจึงเป็นข้ออ้าง มากกว่าความจำเป็นทางเทคนิค

การเมืองกำลังสร้าง “การเสพติดนโยบาย”

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การแจกเงินหลักล้านวันละกี่บาท แต่คือการที่พรรคการเมืองทุกฝ่ายเริ่มเรียนรู้ว่า การกระตุ้นสมองได้ผลเร็วกว่าอธิบายนโยบายเชิงโครงสร้าง เมื่อวิธีนี้ได้ผล ก็ยิ่งถูกใช้ซ้ำ ขยายวง และทำให้การเมืองวนอยู่กับการแข่งขันว่าใครให้ลุ้นมากกว่า

ในทางการแพทย์ นี่คือการสร้างเงื่อนไขของ “การเสพติดเชิงพฤติกรรม” (behavioral addiction) ในระดับสังคม และเมื่อประชาชนคุ้นชินกับการเมืองแบบนี้ การพัฒนาประเทศระยะยาวจะกลายเป็นเรื่องรอง

ถึงเวลาที่ทุกพรรคต้องหยุดใช้สมองประชาชนเป็นเครื่องมือหาเสียง

ปัจจุบันแทบทุกพรรคกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน นโยบายที่อาศัยการลุ้นโชคอาจชนะใจในระยะสั้น แต่กำลังบ่อนทำลายวินัยทางเศรษฐกิจ สุขภาพจิต และคุณภาพการเมืองในระยะยาว

พรรคการเมืองควรแข่งกันสร้างโครงสร้าง ไม่ใช่แข่งกันกระตุ้นโดปามีน
ควรแข่งกันเสนอเหตุผล ไม่ใช่แข่งกันขายความหวังแบบลุ้นโชค

หากไม่หยุดวันนี้ การเมืองไทยจะไม่ต่างจากวงการพนันขนาดใหญ่ ที่ผู้เล่นคือประชาชน และผู้จ่ายราคาจริงคือประเทศทั้งประเทศ