ส่อง‘นโยบายสุขภาพ’ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’

27.01.26 | 12:15 น.

ส่อง‘นโยบายสุขภาพ’
‘พรรคไทยก้าวใหม่’


ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นโยบายด้านสาธารณสุขยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมสูงวัย และภาระงบประมาณของรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น คำถามสำคัญในสนามการเมืองครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะรักษาพยาบาลประชาชนได้อย่างทั่วถึงเพียงใด หากแต่คือ ระบบสาธารณสุขจะสามารถเดินต่อไปอย่างยั่งยืนได้อย่างไรในระยะยาว

ในสมรภูมิการเมืองครั้งนี้ พรรคการเมืองใหม่อย่าง พรรคไทยก้าวใหม่ ภายใต้การนำของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ “ดร.เอ้” หยิบยกประเด็นระบบสุขภาพขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนหลักของการนำเสนอนโยบาย โดยมองว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากระบบสุขภาพที่แข็งแรง มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบโจทย์โครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป

นพ.อนันต์ ศรีเกียรติขจร ที่ปรึกษาด้านนโยบายด้านระบบสาธารณสุขของพรรคไทยก้าวใหม่ สะท้อนมุมมองต่อทิศทางการปฏิรูประบบสุขภาพไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาพของประเทศในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องคุณภาพการรักษาพยาบาล แต่เป็นภาพสะท้อนจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คนไทยมีอายุยืนขึ้น ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่กลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นฐานรายได้หลักของประเทศกลับลดลง หากไม่เริ่มจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ภายใน 10-20 ปีข้างหน้า ภาระด้านการดูแลสุขภาพจะเพิ่มสูงขึ้นทั้งในเชิงงบประมาณและกำลังคนทางการแพทย์

Advertisement

นพ.อนันต์มองว่า โจทย์ดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเริ่มแก้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงค่อยหาทางรับมือ ขณะเดียวกัน ระบบสุขภาพไทยยังเผชิญปัญหาระยะใกล้ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือการใช้บริการทางการแพทย์ที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบโดยรวม แตกต่างจากหลายประเทศที่หากอยู่นอกระบบจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ทำให้ประชาชนจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด แต่ในประเทศไทย ประชาชนสามารถข้ามระบบส่งต่อได้ง่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากเลือกเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางโดยตรง แม้ในกรณีที่อาจยังไม่จำเป็น ผลที่ตามมา คือผู้ป่วยหนึ่งคนอาจมีแพทย์ดูแลหลายคนพร้อมกัน บางรายถึง 5 หรือ 6 คน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้ค่าใช้จ่ายของระบบเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ภายใต้บริบทดังกล่าว พรรคไทยก้าวใหม่มองว่า การพัฒนาระบบสาธารณสุขไม่อาจเดินต่อไปด้วยวิธีคิดเดิมที่เน้นการเพิ่มจำนวนบริการ หรือการอัดฉีดงบประมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องปรับกรอบคิดใหม่ทั้งระบบ โดยเริ่มจากการจัดโครงสร้างการให้บริการให้เหมาะสมกับบริบทประชากรที่เปลี่ยนไป นพ.อนันต์อธิบายว่า แนวคิดสำคัญของพรรคคือการ “ปรับสมดุล” ของระบบบริการสุขภาพ ด้วยการยกระดับบทบาทของระบบปฐมภูมิและบริการในชุมชน ให้สามารถดูแลประชาชนได้ตั้งแต่ระดับการป้องกัน การติดตามอาการ และการดูแลโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง ลดความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องเดินทางเข้าสู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทุกครั้งที่ต้องการรับบริการ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการลดคุณภาพการรักษา หากแต่เป็นการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสม โรงพยาบาลขนาดใหญ่ควรทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน หรือจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจริงๆ ขณะที่การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันควรอยู่ใกล้บ้านและชุมชนของประชาชนมากขึ้น

เขามองว่า การกระจายบริการสุขภาพสู่ชุมชนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมาพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิ และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลสุขภาพ การติดตามอาการ หรือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ

ในประเด็นระบบข้อมูล นพ.อนันต์เห็นว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพที่มีความโปร่งใส เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และสามารถตรวจสอบได้ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการและกองทุนสุขภาพในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ข้อมูลคนละชุด และขาดกลไกตรวจสอบร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งเห็นได้ในหลายกรณี ผู้ให้บริการมีข้อมูลชุดหนึ่ง ขณะที่กองทุนสุขภาพมีข้อมูลอีกชุดหนึ่ง เมื่อตัวเลขไม่ตรงกัน การพูดคุยจึงเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ หากสามารถสร้างระบบข้อมูลกลางที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และใช้ร่วมกันทุกฝ่าย จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพ

ในมุมของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ศ.นพ.อนันต์ย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่ไม่มองระบบนี้เป็นภาระของรัฐ หากแต่เป็นการลงทุนทางสังคมที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐานอย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ระบบมีความยั่งยืน จำเป็นต้องปรับแนวคิดจากการรักษาเป็นหลัก ไปสู่การป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านสุขภาพประมาณร้อยละ 5 ของ GDP ต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้งบประมาณสูงถึงร้อยละ 10-12 แต่ไทยกลับมีอัตราการเสียชีวิตและการเกิดโรคอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าระบบสุขภาพไทยมีพื้นฐานที่ดี อย่างไรก็ตาม หากไม่ปรับโครงสร้างการใช้ทรัพยากร ระบบจะต้องเผชิญภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

“หัวใจของการลดภาระระบบสุขภาพในระยะยาว คือการทำให้ประชาชนไม่เจ็บป่วย ผ่านการยกระดับความรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health literacy ให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีขึ้น เข้าใจความเสี่ยง และตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ ที่ต้องการให้ระบบสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่ภาระของบุคลากรทางการแพทย์หรือรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกัน หากประชาชนมีความรู้และเข้าใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น อัตราการใช้บริการที่ไม่จำเป็นจะลดลง และทรัพยากรจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่จำเป็นจริง” ศ.นพ.อนันต์กล่าว

นพ.อนันต์กล่าวอีกประเด็นสำคัญที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายด้านสาธารณสุข คือการดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทย โดยมองว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในสถานพยาบาล หรือสถานดูแลเฉพาะทางเท่านั้น แต่ควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนของตนเองได้อย่างมีคุณภาพ พรรคไทยก้าวใหม่มองว่า ระบบสวัสดิการควรออกแบบให้เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ควบคู่กับการสนับสนุนการมีบุตร เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลงในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อภาระระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งหากผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนของตนเองได้ จะช่วยลดภาระของสถานพยาบาลและสถานดูแลระยะยาว ขณะเดียวกัน ยังช่วยรักษาคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายด้านสุขภาพเชิงองค์รวม

ในภาพรวม นพ.อนันต์มองว่า นโยบายด้านระบบสาธารณสุขของพรรคไทยก้าวใหม่มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบที่ยั่งยืน โปร่งใส และสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในระยะยาว โดยเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้ากับโครงสร้างประชากร ระบบสวัสดิการ และบทบาทของประชาชนในสังคม ภายใต้การนำของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่

เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามา นโยบายด้านสาธารณสุขจึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงเทคนิค หากแต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของวิธีคิดและทิศทางการบริหารประเทศของพรรคการเมือง จากภาพสะท้อนที่ปรากฏ นโยบายระบบสุขภาพที่ถูกนำเสนอครั้งนี้ พยายามขยับพ้นจากกรอบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ประเด็นเรื่องสังคมสูงวัย ภาระงบประมาณ การกระจุกตัวของบริการ และความยั่งยืนของหลักประกันสุขภาพ ถูกนำมาวางอยู่ในกรอบเดียวกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบบสาธารณสุขไม่อาจพึ่งพาการเพิ่มงบประมาณ หรือขยายบริการอย่างต่อเนื่องได้ หากไม่ปรับโครงสร้างการให้บริการและบทบาทของประชาชนควบคู่กันไป

ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคไทยก้าวใหม่ เลือกใช้นโยบายด้านสาธารณสุขเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักในการสื่อสารกับประชาชน โดยเสนอภาพของระบบสุขภาพที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา การกระจายบริการมากกว่าการรวมศูนย์ และการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากกว่าการอัดฉีดทรัพยากรเพียงอย่างเดียว น้ำหนักของนโยบายดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวเลขงบประมาณ หรือคำสัญญาในช่วงหาเสียง หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า ประเทศไทยจะดูแลประชาชนในสังคมสูงวัยอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ระบบสาธารณสุขกลายเป็นภาระที่แบกรับไม่ไหวในอนาคต

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง หากแต่เป็นการเลือกทิศทางของระบบสาธารณสุขในระยะยาว ว่าจะเดินต่อไปบนเส้นทางเดิม หรือปรับโครงสร้างใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

จิราพร จันทร์เรือง