คาดหวังทุกครั้งที่กาบัตร! ฟังเสียง คนไทยในต่างแดน ถึงยุ่งยาก แต่ไม่ใช่อุปสรรค ขวางการเปลี่ยนแปลง

27.01.26 | 17:38 น.

มุมไหนของโลกก็มีความหมาย ฟังเสียง คนไทยในต่างแดน ถึงจะยุ่งยาก แต่เป็นหน้าที่ อยากเห็นประเทศโปร่งใส

เพราะเสียงของคนไทย 1 เสียง ไม่ว่าจะส่วนใดของโลก มีความหมายในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ด้วยกันทั้งนั้น

เลือกตั้ง 2569 เป็นอีกครั้ง ที่มีคนไทยในต่างแดน ออกมาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรกันจำนวนมาก จากข้อมูลของ กกต. มีคนไทยใน 135 ประเทศ ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งรวมกว่า 139,810 คน แต่อย่างไรก็ตาม มีคนไทยลงทะเบียนประชามติต่างกันมาก เหลือแค่เพียง ที่ 95,975 คน จาก 122 ประเทศ

เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งมากที่สุด ที่ 26,463 คน ขณะที่มีคนลงทะเบียนออกเสียงประชามติ 19,802 คน ตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และ เยอรมนี

ขณะที่คนไทยอีก 20 ประเทศ แม้จะต้องยืนหนึ่ง เป็นคนเดียวในประเทศ พวกเขาก็ไม่หวั่น ลงทะเบียนปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น จาเมกา ยูเครน กัวเตมาลา ตูนิเซีย ซูดาน อิรัก ยูกันดา อาเซอร์ไบจาน หรือ เอลซัลวาดอร์ ก็ตาม

Advertisement
บรรยากาศการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในซิดนีย์ ออสเตรเลีย

ในช่วงที่ผ่านมา อาจได้เห็นคนไทยในต่างแดนหลายคน โพสต์ภาพได้รับบัตรเลือกตั้ง พร้อมส่งกลับทางไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว บางประเทศก็ได้เห็นคนไทยตบเท้าไปใช้สิทธิกันที่สถานทูต ขณะเดียวกัน คนไทยในหลายชาติยังไม่ได้รับบัตร ออกมาโวยผ่านเฟซบุ๊กกรุ๊ปชุมชนคนไทยในประเทศต่างๆ ห่วงว่ากระบวนการที่ล่าช้า จะทำให้บัตรเลือกตั้งมาไม่ถึงเมืองไทย ซ้ำรอยเลือกตั้งปี 2562 ที่บัตรเลือกตั้งของคนไทยในนิวซีแลนด์ 1,542 ใบ นำมานับคะแนนไม่ได้ เพราะมาถึงไทยไม่ทัน

เช่น คนไทยในฝรั่งเศส ที่ยังไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งจำนวนมาก ก่อนสถานทูต และกระทรวงการต่างประเทศ จะออกมาชี้แจงว่าเป็นเพราะกระบวนการไปรษณีย์ของฝรั่งเศส ทำให้สถานทูตต้องขยายเวลารับบัตรเลือกตั้งออกไปถึง 2 กุมภาพันธ์ ขณะที่ คนไทยในสหรัฐหลายรัฐ ก็ออกมาโพสต์ว่า ยังไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งเช่นกัน

แต่ก็ยังมีอีกหลายชาติ ที่การเลือกตั้งในต่างแดน ผ่านไปด้วยดี เจ้าหน้าที่สถานทูตบางแห่ง คัดกรองบัตรตามเขต เตรียมส่งกลับ โอบอุ้มความหวังผ่านบัตรเลือกตั้ง ข้ามโลกมาถึงประเทศไทย

คาดหวังทุกครั้งที่ใช้สิทธิ เสียงจากหญิงไทยในออสเตรเลีย

1 สาวไทยในออสเตรเลีย ประเทศที่มีคนไทยลงทะเบียนเลือกตั้งมากที่สุดอย่าง ศิริพร สินไชย หรือ เกด อายุ 33 ปี นักวิทยาศาสตร์สาวตาคม ชาวจังหวัดตรัง ซึ่งมาทำงานที่เมลเบิร์นได้ 3 ปี ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเป็นครั้งที่ 2 ถัดจากเลือกตั้ง ส.ส.2566 มองว่าขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ปี 2569 นั้น “ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย”

ด้วยหากเป็นคนที่ใช้โซเชียลในการติดตามข่าวสารข้อมูลอยู่เสมอ โดยเฉพาะติดตามเพจสถานทูตไทย หรืออยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กของคนไทยในต่างแดนก็จะได้รับข่าวสารที่รวดเร็ว แต่หากไม่ได้ใช้โซเชียลก็แทบจะไม่ทราบเลยว่า มีการลงทะเบียนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ประกอบกับอีกปัจจัยคือทางสถานทูตเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิในช่วงเวลาที่สั้นมาก ราวสัปดาห์กว่าๆ เท่านั้น จึงมีหลายคนลงทะเบียนไม่ทันและเสียสิทธิไป

สาวตรัง เล่าอีกว่าที่ออสเตรเลียจะแบ่งช่องทางการลงทะเบียนแยกตามรัฐ เช่น เธอที่ปักหลักเมืองเมลเบิร์นจะต้องลงทะเบียนกับทางสถานทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา (Canberra) เป็นต้น ในส่วนการลงทะเบียนเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ยุ่งยาก เพียงเสียบบัตรประชาชนก็จะขึ้นข้อมูลในระบบทันที แต่การลงทะเบียนโหวตประชามติต้องทำอีกครั้งแยกกัน ทั้งยังเพิ่มมาทีหลัง ทำให้หลายคนสับสน และพลาดไม่ได้ลงใช้สิทธิโหวตประชามติ

ขณะที่ระยะเวลาในการได้รับบัตรเลือกตั้งก็ “ค่อนข้างกระชั้นชิด” บางคนเอกสารเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งเพิ่งมาถึงบ้าน 20 มกราคม ก็ต้องรีบส่งกลับให้ทันภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้ ทว่าในส่วนของเอกสารที่สถานทูตส่งมา ในซองจดหมายมีรายละเอียดครบถ้วน หากอ่านอย่างละเอียดก็จะมีบอกวิธีการต่างๆ ไว้ชัดเจน

แม้จะมีอุปสรรคเล็กน้อยเรื่องระยะเวลาที่กระชั้นชิด แต่สาวไทยในแดนจิงโจ้ก็บ่ยั่น ยืนยันยังไงก็ต้องไปใช้สิทธิ

แม้จะอยู่ต่างประเทศแต่เราก็ยังเป็นพลเมืองไทย ครอบครัวก็อยู่ประเทศไทย เลยไม่อยากพลาดใช้สิทธิที่มีเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น คาดหวังทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศไทยที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อยากให้หมดยุคของการคดโกง ความอยุติธรรมที่เราเห็นแต่ทำอะไรไม่ได้ อยากให้มันหมดไป” ศิริพรกล่าวและทิ้งท้ายไว้ว่า

“ถ้านึกถึงบ้านเกิดก็คงนึกถึง “ภาคการท่องเที่ยว” ที่เธอหวังให้มีนโยบายคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพราะที่เห็นเป็นข่าวในสื่อต่างๆ ก็อดห่วงไม่ได้ว่าหลายกลุ่มคณะเป็นนักท่องเที่ยวแฝงที่เข้ามาก่ออาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบกับคนไทยในพื้นที่อย่างมาก”

หวังไทย กระจายอำนาจ ได้เหมือนเยอรมัน

ขณะที่ ท็อป – ลักษณ์ประไพ ธอร์พ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการ Prapaipat International Trade ที่เดินทางไปอยู่ประเทศเยอรมนีได้ 6 ปี เปิดร้านขายของไทยเป็นของตัวเอง ก็ได้เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรครั้งที่เป็นครั้งที่ 2 เช่นกัน

ลักษณ์ประไพ เล่าว่า เลือกตั้งครั้งนี้ จริงๆอยากชื่นชมคนไทยในเยอรมัน ที่ช่วยเหลือกันให้ข้อมูล ด้วยภาครัฐเปิดให้ลงทะเบียนในช่องทางออนไลน์ โดยประกาศข่าวผ่าน เฟซบุ๊กของสถานทูต ทำให้คนที่ไม่ได้ตามข่าว ก็อาจจะไม่รู้ หรือผู้สูงวัยก็อาจจะลงทะเบียนไม่เป็น คนไทยที่เยอรมันก็ได้จัดกิจกรรมอาสาสมัคร ไปตั้งโต๊ะออกจุดลงทะเบียนออนไลน์ให้คนอายุเยอะ มีที่วัดไทย ร้านอาหารไทย ใน เบอร์ลิน มิวนิค แฮนโนเวอร์ นอกจากนี้ ยังมีอินฟลูเอนเซอร์ ที่มาอัดคลิปวิดีโอแนะนำวิธี ซึ่งเธอก็มีโอกาสแนะนำคนไทยที่มาซื้อของที่ร้านเธอ ช่วยลงทะเบียนไม่ให้เสียสิทธิต่างๆด้วย

เทียบกับ 2 ปีก่อนแล้ว เรียกว่าครั้งนี้ ทุกคนกระตือรือร้น คึกคักกว่าครั้งก่อนมาก ในทัศนะของเธอ

ขณะที่ขั้นตอนเลือกตั้งนั้น เจ้าของร้านไทยในเยอรมัน บอกว่า การลงทะเบียนไม่ได้ยุ่งยากนัก เพียงแต่ต้องลงทะเบียน 2 ครั้ง คือ เลือกตั้ง และ ประชามติ จากนั้น สถานกงสุลแฟรงก์เฟิร์ต จะส่งบัตร 3 ใบมาให้ทางไปรษณีย์ เมื่อลงคะแนนแล้วก็ส่งกลับ เพียงแต่ว่าขั้นตอนอาจจะงงอยู่บ้าง

“หลังลงทะเบียน 3 วันก็ได้บัตร ข้อมูลที่ให้มาก็มีทั้งเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกฯ ข้อมูลผู้สมัคร และประชามติ แนบมาให้ แต่ขั้นตอนอาจจะเข้าใจยากหน่อยเพราะไม่ได้ให้มาละเอียดขนาดนั้น อ่าน 2 รอบก็ยังไม่ชัด อย่างเรื่องการกรอกที่อยู่ ก็กลัวว่าจะเป็นบัตรเสีย ต้องดูข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ประกอบ แต่โดยรวมถือว่าโอเคมาก ต้องชมว่า ระบบทำได้ดี”

แน่นอนว่าตัวอยู่ไกล ก็ทำให้เธอแอบกังวลเรื่องบัตรอยู่บ้าง ทั้งกังวลว่าบัตรเลือกตั้งจะไม่ถึงไทย หรือเมื่อไปถึงเขตแล้ว บัตรจะเสียไหม จะตีว่าบัตรคนอยู่ต่างประเทศเลือกผิดหรือเปล่า แต่ก็ยังมีความเชื่อมั่น ในกระบวนการต่างๆ

แต่ถึงอยู่ไกล เธอก็ยังคงติดตามข่าวสารบ้านเมือง ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือ จากเพจของพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยคาดหวัง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย และ กับคนไทยที่ต่างแดนด้วย

ลักษณ์ประไพ บอกว่า อยากเห็นคนที่มีความคิดใหม่ๆ เข้าไปในนั่งสภา จะได้มีความคิดที่ Fresh , Creative มากขึ้น คนรุ่นใหม่มีสิทธิมีเสียง อย่าไปติดกรอบว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีประสบการณ์ อย่างที่เยอรมัน เขาสนใจเจเนอเรชั่นใหม่มากๆ เพราะมันคืออนาคต เขาฟังเสียงวัยรุ่น

นอกจากเสียงคนรุ่นใหม่ ประสบการณ์ชีวิตในต่างแดน ก็ทำให้เธอมองว่าเรื่อง “กระจายอำนาจ” เป็นสิ่งสำคัญ ท็อป บอกว่า ด้วยความที่ท็อปอยู่เมืองเล็ก ก็จะเห็นว่า เขามีโรงเรียน มีโรงพยาบาล ครบ และก็มีธุรกิจใหญ่ๆ ที่มาอยู่ในเมืองเล็ก ทำให้เมืองไม่แออัด กระจายความเจริญไป คมนาคมก็ดีขึ้น บริษัทดังๆ ก็กระจายกันออกมา อย่างล่าสุดประเทศไทยประกาศบริษัท 50 แห่งที่คนอยากทำงาน มีแต่อยู่ในกทม.หมดเลย มันก็กระจุกอยู่ในเมือง ไม่ดึงดูดให้คนไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วความมั่นคงคืออะไร

“พรรคไหนทำเรื่องกระจายอำนาจได้นี่ได้ใจเลย อินเลยกับเรื่องนี้”

รวมไปถึงเรื่องนโยบายถึงคนต่างแดน อย่างเรื่องคนไทยที่ประกอบธุรกิจต่างประเทศ ที่ท็อปว่าอยากให้รัฐซัพพอร์ตผู้นำเข้าสินค้าไทยมากกว่านี้ แน่นอนว่าอาจจะมีหน่วยงานอย่าง DITP มาช่วย แต่ถ้ามีการให้ความรู้มากกว่านี้ เราก็จะชาเลนจ์ได้มากขึ้น คนไทยก็จะเป็นเจ้าของธุรกิจได้มากขึ้น

ก่อนที่ท็อป จะทิ้งท้ายไว้ว่า “บรรยากาศเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะตื่นตัวมากกว่าครั้งก่อน แต่ว่า คนที่อยู่มานานๆ เกิน 10 ปี เขาก็อาจจะไม่ได้ตามข่าว หรือว่า ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการเลือกตั้งแล้ว คิดว่าเลือกไปประเทศก็เหมือนเดิม ซึ่งก็น่าเสียดายว่าเราอยู่ประเทศประชาธิปไตย อย่าสละสิทธิและเสียงของตัวเอง”

แม้ไทยเปลี่ยนไม่ได้ชั่วข้ามคืน แต่ต้องส่งเสียง ทำเต็มที่

ปิดท้ายด้วย ปอ (นามสมมติ) นักเรียนปริญญาเอก ในประเทศสิงคโปร์ ที่อาจจะเผชิญกับความยุ่งยากในเรื่องการเลือกตั้ง มากกว่าคนอื่นเล็กน้อย เนื่องจาก วันที่สิงคโปร์เลือกตั้งล่วงหน้า เป็นวันที่ปอ ต้องเดินทางไปกวางโจว ประเทศจีน จึงต้องไปเลือกตั้งที่ประเทศจีน

ปอ เล่าว่า ตอนแรกวางแผนจะเลือกตั้งที่สิงคโปร์ แต่ด้วยข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ บอกว่าที่สถานทูตไทยในสิงคโปร์จะเปิดให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตรงกับวันที่ไม่อยู่พอดี ก็ต้องไปเช็กดูว่า ที่กวางโจว เขาเลือกวันไหน วิธีใด ซึ่งสถานทูตเขาก็มีลิงก์ให้ลงทะเบียนให้เลือกตั้งล่วงหน้า ยอมรับว่าตอนแรกก็ไม่ได้ประชาสัมพันธ์เรื่องประชามติ เสิร์ชกูเกิลก็ไม่ขึ้น ดีที่เพื่อนส่งมาให้ ซึ่งหากว่าไม่ได้ติดตามข่าว หรือไม่ได้อยู่ในชุมชนคนไทย ก็คงยาก เพราะที่รู้ข่าวกันก็มาจากคนไทยส่งข้อความของสถานทูตต่อๆกัน มันเสิร์ชหาข้อมูลเองไม่เจอ

“พยายามค้นหาข้อมูลทางการของกกต. ก็ไม่ขึ้น ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน กลายเป็นว่าคนที่ให้ข้อมูลได้ชัดเจนที่สุดคือ iLaw”

“ด้วยความที่ต้องลงทะเบียนผ่านออนไลน์ แล้วก็ต้องทำแยกกันเลือกตั้ง กับ ประชามติ บางทีก็เข้าใจยาก ว่าต้องกดตรงไหน คนไทยในสิงคโปร์ไปเป็น Construction Worker เยอะ หลายปีก่อนเขาก็ไม่ได้เลือก ปีนี้เขาก็มาถาม เพราะไม่เข้าใจ ไม่ชินกับการใช้มือถือกรอกฟอร์ม ถ้าไม่ค่อยได้ทำบ่อยๆ เรื่องนี้ก็แอบยากอยู่

สำหรับการเลือกตั้งที่สิงคโปร์นั้น ด้วยเป็นประเทศเล็ก ทุกคนจึงต้องเข้าไปเลือกตั้งในสถานทูต ตั้งแต่ 9 โมงถึงบ่าย 3 โมง โดยมีอาสาคนไทยเข้าไปช่วย และเพราะเล็ก จึงบริหารจัดการได้ดี ขณะที่ตัวปอเอง ก็เดินทางไปลงคะแนนเสียงในคูหา ที่กวางโจว ประเทศจีน เรียบร้อย

บรรยากาศเลือกตั้งที่กวางโจว

กับการเลือกตั้งในฐานะคนไทยต่างแดน ปอ บอกว่า ยังคงตั้งคำถามถึงกกต. ที่ไม่ให้คนไทยในประเทศ เลือกล่วงหน้าได้ แต่ขณะเดียวกัน คนไทยในต่างแดนก็ต้องเลือกประชามติล่วงหน้าอยู่ดี เป็นสิ่งที่ค่อนข้างย้อนแย้ง ในความรู้สึกของเธอ

ออกมาเลือกตั้งนอกบ้าน ปอ บอกว่า อาจจะมีผลทำให้การติดตามข่าวสารบ้านเมือง ไม่เต็มที่เท่าเมืองไทย ด้วยไม่ได้มีเวลามาก แต่ก็ติดตามดูดีเบตต่างๆ ดูข้อมูลผู้สมัคร บ้าง ไม่เหมือนกับตอนอยู่ไทย ที่จะตัดสินใจอย่างละเอียดจนนาทีสุดท้าย เพราะยังมีเวลาให้ศึกษาได้

ส่วนคำถามถึงความตื่นตัวของคนไทยในสิงคโปร์นั้น ปอ บอกว่า อาจจะไม่เยอะ เป็นการไปลงคะแนนตามสิทธิ แต่กระแสเบื่อการเมืองมาเยอะ เขาไม่คาดหวัง เพราะคิดว่า ผลก็ออกมาเหมือนเดิม ที่ได้คุยกับเพื่อนๆ แรงงาน หรือคนที่มาเรียน มาทำงาน ก็มองว่าเสียเวลาทำมาหากิน เพราะวันเลือกตั้งเขาก็ต้องทำงาน ยิ่งประชามติ แรกๆเขาก็สงสัยว่า ทำไปทำไม แต่สุดท้ายทุกคนก็ไปเลือกตั้ง

แต่ถึงแม้ว่า การเมืองอาจไม่เปลี่ยนในวันนี้ เธอก็ขอทำหน้าที่คนไทยให้เต็มที่

ปอ ลงคะแนนเสียงประชามติ

“ส่วนตัวมองว่า การเมืองไทยคงไม่เปลี่ยน ในปี 2 ปีนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เปลี่ยน อีกไม่นานเวียดนามก็คงจะแซง แต่เราก็ทำเต็มที่ ตามสิทธิของตัวเอง ต้องส่งเสียงของตัวเองออกไป”

“อยู่ที่สิงคโปร์ ได้อยู่ในประเทศที่มันชัดเรื่อง Efficiency Transparency มันโปร่งใส คนสิงคโปร์ขยันมากได้มาก ที่ไทยยังมีปัญหาคอร์รัปชั่น ทำให้ความหวังของคนไทยมันน้อยลง เราทำแทบตายไม่ได้อะไร จะโตได้ต้องเป็น Someone สิ่งนี้มันฝังในโครงสร้าง ในระบบราชการ จะจดทะเบียนลูกในไทยรอนาน ถ้าไม่อยากรอก็ต้องจ่ายเงิน การเลื่อนขั้นทางสังคมมันยาก”

“แน่นอนมันแก้ไม่ได้แค่ข้ามคืน แต่เราก็ทำหน้าที่ของเราเต็มที่”