เช็กท่าทีพรรคการเมือง ชูนโยบายความเป็นธรรมทางเพศ มีแค่ 2 พรรค หนุนขจัดความรุนแรงในครอบครัว

29.01.26 | 14:13 น.

16 องค์กรเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ รวมพลังส่งเสียงตั้งคำถาม ‘เลือกแล้วเปลี่ยนไหม?’ เช็กลิสต์ ‘นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ’ พรรคการเมือง พบมีเพียง 2 พรรคที่บรรจุการขจัดความรุนแรงในครอบครัวในนโยบายหาเสียง ตัดพ้อหลังเลือกตั้งนโยบายทางเพศไม่เคยได้ไปต่อ เหตุไม่ได้เป็นนโยบายหลักของพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีกิจกรรม “เลือกแล้วเปลี่ยน (มั้ย?)-สแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของการเมือง” จัดโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ประกอบด้วยภาคี 16 องค์กร และได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสำรวจนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งเปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย และเครือข่ายภาคประชาชน ที่สะท้อนสภาพปัญหาและประสบการณ์ตรง

โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 10 พรรค ประกอบด้วย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลวัต พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคแรงงานสร้างชาติ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย และพรรคกล้าธรรม ร่วมรับฟัง

จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเพศมาโดยตลอด แต่มีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้เมื่อเสียงปี่กลองทางการเมืองดังขึ้นอีกครั้ง กลุ่มคนทำงานทางสังคมและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงมีคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า “เลือกตั้งแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่?” ซึ่งเป็นที่มาของชื่องาน “เลือกแล้วเปลี่ยนมั้ย?” คำถามนี้เกิดขึ้นกับเครือข่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา แม้จะมีหลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเป็นธรรมทางเพศอยู่ประปราย แต่เมื่อการเลือกตั้งจบไป เรื่องเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

“นโยบายความเป็นธรรมทางเพศไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่มคนข้ามเพศเท่านั้น แต่พื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น หวังว่าประเด็นความเป็นธรรมทางเพศที่มีการพูดถึงในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามกับความรับผิดชอบทางนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งประชาชนจะต้องรับรู้ ติดตามตรวจสอบได้ และเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้จริง” นายกสมาคมเพศวิถีศึกษาระบุ

Advertisement

นักวิชาการสะท้อน พรรคการเมืองยังมองข้าม ‘ความเป็นธรรมทางเพศ’

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “การเมือง การเลือกตั้ง กับเรื่องเพศๆ” ว่าเราอยู่ในระบบการเมืองแบบเลือกตั้งนิยม ที่ไม่เรียกประชาธิปไตย เพราะไม่เห็นว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่ในระบบการเมืองไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายหาเสียงหลัก 2 กลุ่มนโยบาย คือนโยบายทางเศรษฐกิจ และนโยบายความมั่นคง แต่มีคำถามว่าประเด็นเรื่องเพศอยู่ตรงไหนในนโยบายหลักของพรรคการเมือง

“ประเด็นเรื่องเพศอยู่ห่างไกลจากนโยบายหลักของพรรคการเมืองอยู่มาก แต่จากการสำรวจความเห็นของประชาชนกลับพบว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าควรให้ความสำคัญ คือความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศสภาพ และการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งในที่สุดแล้วรัฐบาล และพรรคการเมืองก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องคิดถึง ‘นโยบายเฉพาะ’ ที่จะต้องมีการผลักดันด้วย นอกจากนี้ประชาชนควรต้องถามพรรคการเมืองว่า นโยบายที่เกี่ยวกับเพศของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ถูกจัดอันดับความสำคัญไว้อันดับที่เท่าไหร่”

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ระบุว่า ที่ผ่านมาการตัดสินใจในการเลือกตั้งมักเป็นการเลือกด้วยความกลัว และความกลัวนำไปสู่ความเกลียดชัง พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อไรระบบการเมืองไทยจะให้ประชาชนเลือกด้วยความหวัง บนฐานของข้อเสนอและประเด็นที่เขาอยากจะเห็นว่าได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้น ขอให้เป็นการบ้านของพรรคการเมืองว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความหวัง และลดทอนความกลัวลง เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

“เลือกแล้วไม่เปลี่ยน ก็ไม่กลัว เพราะหากเลือกแล้วข้อเสนอเชิงนโยบายของพวกเราไม่ได้รับการตอบสนองเลย ท่านคิดว่าภาคประชาชนจะยอมแพ้หรือ ไม่ว่าอย่างไร เราจะเปล่งเสียงไปเช่นนี้ และภาคประชาชนก็จะเกาะติด ติดตามอยู่เสมอ ทั้งนี้อยากเห็นกรอบกติกาทางการเมืองใหม่ แทนที่พรรคการเมืองจะคิดถึงเฉพาะระบบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว พรรคการเมืองควรเปิดช่องทางให้ประชาชนไทยได้เปล่งเสียง หรือสื่อสารกับคนที่เราเลือกเข้าไปใช้อำนาจรัฐแทนเราได้หรือไม่” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ระบุ

เปิดผลสแกน 5 กลุ่มนโยบายความเป็นธรรมทางเพศ มี 2 พรรค มีนโยบายความรุนแรงในครอบครัว-ทางเพศ ส่วนใหญ่มุ่งสนับสนุนความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ สวัสดิการ และเพิ่มงบอุดหนุน

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท เลขาธิการสมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยผลสแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมือง โดยระบุว่า เครือข่ายรวบรวมนโยบายของพรรคการเมืองจากเว็บไซต์พรรคการเมือง และประสานขอข้อมูลจากพรรคการเมืองโดยตรง โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มนโยบาย ดังนี้ 1.การขจัดความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งพบว่ามีเพียง 2 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ขณะที่นโยบายการคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำมี 3 พรรคการเมืองระบุไว้ คือพรรคประชาชน พรรคประชาชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ แต่การขจัดการคุกคามทางเพศและการสนับสนุนภาคประชาสังคมที่ให้บริการผู้ถูกกระทำรุนแรงนั้น ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนมีนโยบายใน 2 ส่วนนี้

2.สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ พบว่า มีเพียง 3 พรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ คือพรรคประชาชน พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อไทย ส่วนสิทธิการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และความรู้เท่าทันเรื่องเพศและความเป็นธรรมทางเพศสำหรับเยาวชนนั้น ยังไม่มีพรรคใดมีนโยบายในส่วนนี้

3.สิทธิความหลากหลายทางเพศและสิทธิของคนข้ามเพศ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิการก่อตั้งครอบครัว และการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ คือพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเรื่องความปลอดภัยของคนข้ามเพศ ยังไม่มีพรรคใดเสนอนโยบายนี้ 4.สิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้ดูแลครอบครัว ในส่วนของการขยายสิทธิลาคลอด 180 วัน มีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทยระบุนโยบายนี้ ส่วนเรื่องการยกระดับสวัสดิการผู้ที่ตั้งครรภ์มี 4 พรรคการเมืองที่มีนโยบายนี้ คือพรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย สำหรับสวัสดิการผู้ดูแลครอบครัวนั้น มีพรรคการเมือง 7 พรรคที่เสนอนโยบายนี้ คือ พรรคประชาชน พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

และ 5.ความเสมอภาคและเป็นธรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะ มี 5 พรรคการเมืองที่มีนโยบายสวัสดิการและคุณภาพชีวิตคนพิการ ประกอบด้วยพรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งทุกนโยบายครอบคลุมคนพิการทุกเพศ แต่ไม่มีนโยบายเฉพาะสำหรับสตรีพิการ และ 6. นโยบายอื่น ๆ ประกอบด้วยกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่มีนโยบายนี้คือพรรคประชาชนและพรรคพลวัต ส่วนเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศสภาพ มี 3 พรรคการเมืองที่ระบุไว้ ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน พบสถิติความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุด

ขณะที่บุษยาภา ศรีสมพงษ์ มูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ กล่าวถึงความรุนแรงในครอบครัวว่า เป็นหนึ่งในรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากที่สุด โดยเป็นความรุนแรงเชิงอำนาจ มีการบังคับควบคุม ทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจที่มองไม่เห็น มีหลายครั้งที่ผู้ถูกกระทำพยายามเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่มักจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย สุดท้ายผู้ถูกกระทำกว่า 90 % ต้องกลับเข้าไปอยู่ในวงจรเดิม และถูกกระทำความรุนแรงซ้ำในภายหลัง ดังนั้น กฎหมายจึงต้องเน้นหลักให้ผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง จึงเสนอให้พรรคการเมืองควรร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน ที่กำลังรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ เพราะเป็นกฎหมายที่ยึดหลักเคารพสิทธิผู้ถูกกระทำ และมีกลไกการให้ความเหลือผู้ถูกกระทำที่รอบด้าน เช่น การมีผู้จัดการรายกรณีตามความเหมาะสม มีการทำงานแบบสหวิชาชีพ และไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยต้องมีเงื่อนไขที่รัดกุมเท่านั้น

หนุนเนื้อหาเท่าเทียมทางเพศในหลักสูตร รวบรวมข้อมูลผู้ถูกกระทำความรุนแรงใช้ออกแบบระบบ

ธารารัตน์ ปัญญา กลุ่ม Feminist Legal Support กล่าวถึงนโยบายและมาตรการป้องกันการคุกคามทางเพศ ว่า ควรบรรจุหลักสูตรความเท่าเทียมทางเพศ ความเป็นธรรมทางเพศ การเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายในระบบการศึกษาไทย ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาสถิติ และระบบเก็บข้อมูลผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปออกแบบระบบ และมาตรการป้องกันการคุกคามทางเพศ ส่วนสถานศึกษา สถานที่ทำงานจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการป้องกันและจัดการปัญหา มีกระบวนการร้องเรียนที่เป็นธรรม รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปเพื่อการปกป้องคุ้มครองผู้เสียหายอย่างแท้จริง ลดอุปสรรคในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และมุ่งเน้นการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ

เปิดสถิติ ทุกวันมีผู้หญิงถูกฆ่าในครอบครัว 2 คน หนุนจัดตั้งบ้านพักฉุกเฉินในชุมชน

อังคณา อินทสา มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงการพัฒนาระบบบริการของรัฐในการคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศว่า ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงเสียชีวิตจากการถูกฆ่าในครอบครัว 2 คนต่อวัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนและมีมิติทางเพศด้วย ดังนั้น ควรพัฒนาระบบการช่วยเหลือแบบบูรณาการ และมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตร ยึดความปลอดภัยผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งควรมีกลไกการให้ความช่วยเหลือทางออนไลน์ให้เข้าถึงโดยสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น และควรมีบ้านพักฉุกเฉินในชุมชน

‘มูลนิธิทำทาง’ เสนอกุญแจ 3 ดอก ปลดล็อกทำแท้งปลอดภัย ชี้ต้องเลิกมองเป็นอาชญากร-บรรจุในรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ปสุตา ชื้นขจร ตัวแทนจากมูลนิธิทำทาง ขึ้นเวทีนำเสนอนโยบายด้านสิทธิการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย โดยเสนอนโยบาย “กุญแจ 3 ดอก” เพื่อปลดล็อกบริการทำแท้งปลอดภัยในประเทศไทย ดังนี้ 1. ยกเลิกความผิดทางอาญาในการยุติการตั้งครรภ์ทุกกรณี เพราะ “ไม่มีใครตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้ง” พร้อมเสนอให้ระบุสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส 2. รัฐต้องรับรองการเข้าถึงบริการอย่างถ้วนหน้าในการให้บริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย และ 3. ยกระดับมาตรฐานการบริการที่ลดการตีตรา และยกเลิกเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น เช่น การบังคับทำหมัน

‘TransEqual’ จี้พรรคการเมืองสร้างสังคมปลอดภัย หยุดความรุนแรงจากอคติทางเพศ

ขณะที่อาทิตยา อาษา ตัวแทนจากกลุ่ม TransEqual นำเสนอประเด็นสิทธิความหลากหลายเพศและสิทธิของคนข้ามเพศรวมถึงการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ โดยย้ำว่า การมีชีวิตอยู่ในสังคมไม่ได้การันตีความปลอดภัยหากคนข้ามเพศยังต้องเผชิญความรุนแรงและการไร้ตัวตน จึงขอเสนอให้กฎหมายไทยมีการระบุคำนิยามเกี่ยวกับความผิดที่เกิดจากอคติทางเพศให้ชัดเจน

นัยนา สุภาพึ่ง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวถึงสิทธิการก่อตั้งครอบครัวสำหรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่เรื่องการรับรองบุตรบุญธรรมกลับถูกแยกออกไป กลายเป็นอุปสรรคสำหรับคู่หลากหลายทางเพศที่ต้องการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งเป็นผลจากอคติของผู้มีอำนาจที่ไม่เข้าใจ ดังนั้นต้องร่วมกันสู้ร่วมกันผลักดัน

เสนอขยายลาคลอด 180 วัน-ชงสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตั้งครรภ์จ่าย 3 พันต่อเดือน

บัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า แม้ว่าวันนี้สิทธิลาคลอดของผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 120 วัน แต่เห็นว่าควรที่จะขยายเป็น 180 วันตามข้อเสนอของ WHO นอกจากนี้ อยากให้พรรคการเมืองผลักดันต่อกับการคุ้มครองสิทธิของแรงงานหญิง เช่น วันลาสำหรับการปวดประจำเดือน และการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก-ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีคุณภาพ

ด้านสมวงศ์ อุไรวัฒนา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ในปี 2568 มีผู้ตั้งครรภ์เพียง 8.32% เท่านั้น ที่ได้รับการฝากครรภ์คุณภาพครบ 8 ครั้งตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุของแม่ที่ไม่ฝากครรภ์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้ไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานห้ามไม่ให้หญิงตั้งครรภ์ทำโอที จึงเสนอให้มีสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนที่ตั้งครรภ์เดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่วันที่ฝากครรภ์จนถึงวันที่คลอด ซึ่งการใช้เงินจากกองทุนประกันสังคมในส่วนนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะจะทำให้เด็กไทยมีชีวิตที่มีคุณภาพตั้งแต่แรกเกิด และมีแรงงานคุณภาพในระบบประกันสังคม

จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวถึงการจัดสวัสดิการเชิงรุกสำหรับพ่อแม่วัยรุ่นและแม่เลี้ยงเดี่ยวว่า เรื่องนี้เป็นตัวชี้วัดของระบบสวัสดิการคุณภาพชีวิตของสังคมไทย ถ้าระบบสวัสดิการดีจะไม่ทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียอนาคต ยืนยันว่าแม่วัยรุ่นจำนวนมากไม่ใช่เด็กที่ไม่รักดี แต่พวกเขาขาดระบบสวัสดิการที่ดี ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ต้องเผชิญความรุนแรงจากครอบครัว หรือเข้าไปข้องเกี่ยวกับสารเสพติด ถ้าเด็กเหล่านี้ขาดความโอบอุ้มดูแลจากสังคม ก็จะเอาชีวิตไม่รอด

“ทุกวันนี้ภาครัฐออกแบบนโยบายด้วยความกลัว จากนี้รัฐต้องดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อให้เด็กเหล่านี้ตั้งหลักได้โดยเฉพาะเรืองการศึกษาที่ยืดหยุ่น แม้จะมีลูกก็สามารถเรียนหนังสือให้สูงๆ ได้ เพื่อจะได้มีความมั่นคงในชีวิต” นายกสมาคมเพศวิถีศึกษาระบุ

ขณะที่ ผศ.ดร.อรุณี ลิ้มมณี ประธานฝ่ายสตรี สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทยพิการถึง 9.9 ล้านคน ถือว่าเป็นกลุ่มโหวตเตอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถร่วมผลักดันในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ แม้เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ แต่การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ก็ยังไม่เต็มที่ รวมถึงเรื่องสิทธิการเข้าถึงอนามัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของผู้พิการผู้หญิงที่มีความเสี่ยงจากการถูกคุกคามจากคนใกล้ชิดด้วย

เปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน อยากเห็นพรรคการเมือง แก้กฎหมายคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุดอันดับหนึ่ง ตามด้วยระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรง และขจัดการคุกคามทางเพศ

ในช่วงท้าย ดร.วราภรณ์เปิดเผยผลสำรวจนโยบายความเป็นธรรมทางเพศจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,909 คน ในหัวข้อ “นโยบายความเป็นธรรมทางเพศที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด” เพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองผลักดันหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยพบว่า ประเด็นเรื่อง ความรุนแรงและการคุ้มครองสิทธิ คือสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยนโยบายที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด 3 อันดับแรกที่ประชาชนต้องการ ได้แก่ อันดับ 1แก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว (42%) อันดับ 2 พัฒนาระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง (38%) อันดับ 3 ขจัดการคุกคามทางเพศ (35%) นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจ เช่น การเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย (33%) และการส่งเสริมความรู้เรื่องเพศสำหรับเยาวชน (31%)

ผลสำรวจยังได้สะท้อนความต้องการด้านสวัสดิการและสิทธิความหลากหลายที่นอกเหนือจากเรื่องความรุนแรง โดยประชาชนยังเรียกร้องให้มีการยกระดับสวัสดิการ เช่น การลาคลอด 180 วัน และการสนับสนุนกลุ่มเฉพาะอย่าง แม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่วัยรุ่น รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ และสิทธิการก่อตั้งครอบครัว ทั้งนี้ ผลโหวตดังกล่าวจะเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันและติดตามการดำเนินนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและปลอดภัยสำหรับทุกเพศสภาพในอนาคต