ทบ.ย้ำไม่ชี้นำกำลังพล เลือกตั้ง-ประชามติ ไม่กังวลปชน.เป็นรบ. แจงยิบธุรกิจกองทัพ อิงโมเดลตปท.

29.01.26 | 17:24 น.

โฆษก ทบ. เคลียร์กองทัพห้วงเลือกตั้ง ไร้ชี้นำกำลังพล ไม่กังวล ปชน.เป็นรัฐบาล ย้ำยึด 4 หลักทำงาน ชี้ หาเสียงกระทบองค์กร พร้อมตอบโต้ รักษาเกียรติปกป้องศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 29 ม.กราคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการเลือกตั้งและการลงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ.ว่า กำลังพลของกองทัพบกก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้ความสำคัญให้กําลังพลทุกคนและครอบครัวไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ ยืนยันว่าไม่มีการชี้นํา เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้งจะมีการให้ข้อมูลกระทบองค์กร และสร้างความเข้าใจผิด ในขณะที่หน่วยทหารมีแนวปฏิบัติให้พรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงโดยให้เวลาเท่ากัน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขมาตีกลับทําเป็นประเด็น จนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งต้องระมัดระวัง

เมื่อถามว่า การหาเสียงของพรรคการเมืองมีการดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.ต.วินธัยกล่าวว่า การเลือกตั้งปัจจุบันจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นอารมณ์ในนามของบุคคลมากกว่าที่จะสื่อให้เห็นว่าประชาชนจะได้อะไร

เมื่อถามว่า ภาพลักษณ์ของกองทัพกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นโยบายหาเสียงกระทบกองทัพ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ พล.ต.วินธัยกล่าวว่า ยอมรับว่าการหาเสียงเมื่อปี 2566 กระทบกระทบต่อกองทัพมาก เช่น ที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่ากองทัพรวย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินหลวง กองทัพทําหน้าที่เพียงผู้ดูแล ใช้ประโยชน์ในบางส่วน ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน

พล.ต.วินธัยกล่าวย้ำว่า ไม่เคยคิดว่าข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้กองทัพมีโอกาสได้ชี้แจง เพียงแต่อยากให้เปิดรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม แต่ด้วยบริบทอื่นมากกว่า หน้าที่หลักของกองทัพบกที่ ผบ.ทบ.เน้นย้ำมี 4 ประการ คือ 1.สถาบัน 2. งานป้องกันประเทศ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน กองกําลังที่อยู่ตามแนวชายแดนจัดกําลังให้กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 4.งานช่วยเหลือประชาชน

“เพียงแต่งานป้องกันประเทศเพิ่งมาให้เราได้สัมผัสจริงๆ เราทํามาตั้งแต่อดีต แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รบจริง ไม่ได้ลั่นไกไปหาข้าศึก แต่มีการฝึกที่เข้มข้น ภายใต้งบประมาณที่จํากัด ต้องสร้างระบบการฝึกให้ได้ และเมื่อเราปฏิบัติจริง สังคมได้เห็นว่าเราทําได้จริง มันเป็นสิ่งที่สั่งสมเกิดจากการพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเผชิญสถานการณ์เราก็ปฏิบัติงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมาย กองทัพไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม” พล.ต.วินธัยกล่าว

Advertisement

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า เรื่องไอโอก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเห็นในโซเชียลอาจจะไม่ตรง ท่านก็คิดเลยว่าเป็นปฏิบัติการนั้น ปฏิบัติการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับหน่วย ในสังคมปัจจุบันเสรีภาพในการนําเสนอ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ ประชาชน แสดงออกได้ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย การให้ข้อมูลในลักษณะกระทบคนอื่น อาจดูแล้วก็ไปหมิ่นเขา หรือไปนําข้อมูลเท็จให้คนตกใจ กระทบความมั่นคง ก็เข้าข่ายกฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

โฆษก ทบ.กล่าวอีกว่า กรณีล่าสุดที่พูดถึงปฏิบัติการไอโออย่างนี้กระทบแล้ว ในขณะที่ข้อมูลไม่ครบ ต้องระมัดระวัง ในปัจจุบันการรับรู้ของสังคมในเรื่องข่าวสารละเอียดอ่อน เรามีหน้าที่ต้องบอกกล่าวในวินาทีแรกที่พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นในอดีตที่หยิบมาพูดในช่วงเลือกตั้ง การซ้อมทรมาน การปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกําลังพลในระดับชั้นประทวน เราพยายามทําให้สังคมเห็นอยู่แล้วว่าผู้ที่เสียผลประโยชน์คือกองทัพบก ถ้าเรามีกําลังพลที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติวินัยทหารก็ถือว่าท่านไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับกองทัพบกได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกระทําต่อกําลังพลที่เพิ่งเข้ารับราชการ หรือพลทหาร เขาคือบุคคลที่กองทัพบกต้องการ นํามาเป็นเพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติราชการเพื่อกองทัพบกและประเทศชาติ

โฆษก ทบ.กล่าวว่า หากมีใครคนใดคนหนึ่งไปรังแก ทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กองทัพบกคือผู้ที่เสียเราต้องการคนมาทํางาน ไม่ได้ต้องการให้ไปกระทําในสิ่งไม่เหมาะสมกับเขา จะเห็นได้ว่าใน 2-3 เคสที่ผ่านมา กองทัพบกเป็นผู้เสียหายคนแรกที่ต้องไปแจ้งความดําเนินคดีร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะฉะนั้นสถานะของบุคลากรในองกรค์นั้นว่าเป็นอีกสถานะผู้กระทําความผิดทันที ท้ายที่สุดกระบวนการศาลตัดสินก็ต้องออกจากราชการ

พล.ต.วินธัยกล่าวต่อว่า หากกําลังพลไม่มีประสิทธิภาพมาอยู่ในองค์กรวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ไว้ แต่เมื่อมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนบางกลุ่มนําเรื่องนี้ไปสื่อสารเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร ก็ไม่เป็นธรรม บางครั้งคิดเองไม่ได้ แต่เราต้องพยายามสื่อสารว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกองทัพบก ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น

พล.ต.วินธัยกล่าวว่า อีกประเด็นคือทหารชั้นนายพลไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ต้องการความหลากหลาย ต้องการผู้มีประสบการณ์และรับราชการมานาน ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชิญเข้าไปสู่กระบวนการตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่มีเพียงทหาร มีจากหลายหน่วยงาน เมื่อไม่ได้ออกระเบียบจํากัดว่าถ้าเป็นทหารต้องมีศักยภาพด้อยกว่าอื่น ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นได้ ต้องออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ถ้าจะกันทหารโดยเฉพาะก็ต้องทําให้ชัดเจนและให้เหตุผล

คณะกรรมาธิการระดับชาติ เราจะเห็นความหลากหลายของผู้ที่เข้าไปอยู่ในองค์กร เป็นปรึกษาหลายสาขา ฝ่ายการเมืองก็มี โดยประสบการณ์ส่วนตัวเคยเข้าไปให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทหารและความมั่นคง เราก็เห็น จํานวนพรรคการเมืองมีพรรคเดียวเท่านั้น ไม่มีความหลากหลาย อยากให้มองอย่างเป็นธรรม ความสําคัญไม่ได้มีอยู่ที่ใครเข้าไปนั่งบริหารองค์กร อยู่ที่ว่าเขาทําได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสําคัญกว่า และหากทําไม่ดี หรือไม่มีศักยภาพ ไม่มีองค์ความรู้ ตรงนี้น่าจะมาดูกัน

อย่างเช่นเดียวกันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ครั้งที่แล้ว ที่ไม่เหมือนครั้งนี้ มีการพูดถึง ธุรกิจกองทัพ เจตนารมณ์เพื่อนําสวัสดิการ แต่ถูกมองว่าไปเข้ากระเป๋าผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริหารในรูปแบบขององค์กรเช่นเดียวกัน และนําตัวแทนหน่วยที่มีความหลากหลายเข้ามาบริหาร เพียงแต่ต้องดูว่าทําแล้วตรงเจตนารมณ์ หรือเกื้อกูลสวัสดิการหรือไม่ อย่าไปมองว่าทหารทําอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม

ธุรกิจกองทัพเราไม่ได้คิดเอง ก็เอามาจากกองทัพต่างประเทศ เช่น ที่พัก โรงแรม สนามกอล์ฟ กองทัพในต่างประเทศก็มี ยืนยันไม่ใช่เครื่องมือหาประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันภาครัฐก็ดูแลได้เหมาะสมอยู่แล้ว การนําไปพูดเพื่อหวังผลทางสังคมว่ามันมีลับลมคมในอะไร และเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา

เช่นเดียวกับจํานวนทหาร เราไม่ได้กําหนดขึ้นเอง ไปตามทฤษฎีและการปฏิบัติ หน่วยหน่วยเช่นนี้ต้องมีนายทหาร พลทหารเท่าไหร่ และทุกคนมีตําแหน่งของตัวเอง

“มีกําลังพลในองค์กรทําผิด แล้วบอกว่าอย่าไปมีองค์กรนี้ไปเลย เช่นเดียวกัน ในแวดวงการเมืองก็มีคนที่กระทําความผิด แล้วบอกไม่เอานักการเมือง มันก็เป็นไปไม่ได้ ในยุคหลังไม่ค่อยมีประเด็นนี้มากนัก ซึ่งผมก็เตรียมพร้อม ทีมงานก็พร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติยศขององค์กร” พล.ต.วินธัยกล่าว

เมื่อถามว่า กองทัพกังวลหรือไม่หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล พล.ต.วินธัยกล่าวว่า เราเป็นข้าราชการประจํา งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรงส่วน ฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4 เรื่องหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการปกป้องอธิปไตย หากไม่ทำก็เป็นเรื่องผิดปกติ ในช่วงที่มีสถานการณ์ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรง ซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน