“พระปกเกล้าโพล”ครั้งที่ 2 พบคะแนนยังแกว่ง ขณะที่ ”อนุทิน” เพิ่มจาก 16.9 เป็น 18.9% “ธรรมนัส” ยังเพิ่มจากจาก 1.9 เป็น 4.6% ส่วนประชามติเห็นชอบเกินครึ่ง-อยากแก้ “กติกาและผู้คุมกติกา”
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสํารวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ (สํารวจครั้งที่ 2) และทิศทางการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” โดย นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสําคัญในการทํา KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยํา ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นํา การเมือง แต่จัดทําเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สําคัญสําหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทําหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
ผลการสํารวจ KPI Poll ได้ทําการสํารวจ ระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จํานวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสําคัญจากผลสํารวจ ดังนี้ 1.กลุ่มยังไม่เห็นคนที่ใช่ลดลงคะแนนผู้นํายังแกว่งและกระจายโค้งสุดท้ายยังพลิกได้ ยังไม่มีบุคคลทเี่หมาะสมจาก26.2% ลดลงเหลือ 23.4% ยังถือว่าสูงอยู่ ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย จาก 16.9% เพิ่มเป็น 18.9% นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน จาก 18.8% ลดลงเหลือ 15.2% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จาก 10.9% เพิ่มเป็น 12.1% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ จาก 10.2% ลดลงเหลือ 8.8%
กลุ่มที่ขยับขึ้นน่าสนใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม จาก 1.9% เพิ่มเป็น 4.6%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ จาก 1.3% เพื่อเป็น 3.4% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย จาก 2.6% เพิ่มเป็น 3.2% บุคคลอื่น 4.7% เพิ่มเป็น 5.3%
เสียงในหัวอย่างแรกของการไปกาบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า กาเพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สูงสุด 52.6 % รองลงมา คือ ชอบนโยบายพรรค 30.2% ชอบตัวบุคคล 8.6% ยังไม่แน่ใจ 6.2% และไม่อยากให้ฝั่งเดิมชนะ 2.4%
โค้งสุดท้ายยังเปิดกว้างในการช่วงชิงความเชื่อมั่น แต่เริ่มเห็นการขยับจากความไม่แน่ใจไปสู่การ เลือกมากขึ้น คะแนนของผู้ถูกมองว่าแก้ปัญหาได้จริงมีการสลับขึ้นลงชัดเจน สะท้อนว่า พรรคการเมือง ยังพลิกเกมได้จาก “ความน่าเชื่อถือ” และ “การสื่อสารที่จับต้องได้” ผลการสํารวจจากไลน์ สะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วย “ความหวังต่อความเปลี่ยนแปลง” เป็นหลัก
ภาพรวมประชามติเห็นชอบ “นํา” เกินครึ่ง แต่ยังมีคนลังเลสูง ส่วนตามเจน พบความต่างตามวัย คนรุ่นใหม่เห็นชอบมากกว่า ขณะที่คนสูงอายุไม่เห็นชอบมากขึ้น
โดยภาพรวมแนวโน้มการลงคะแนนประชามติเห็นชอบ 53% รองลงมาคือไม่เห็นชอบ 23.4% ไม่มีความเห็น 23.6%
ขณะที่ Gen Z เห็นชอบ 58.8% ไม่เห็นชอบ 15.5% ไม่มีความเห็น 25.7%
Gen Y เห็นชอบ 56.7% ไม่เห็นชอบ 21.5% ไม่มีความเห็น 21.8%
Gen X เห็นชอบ 52.8% ไม่เห็นชอบ 22.3% ไม่มีความเห็น 24.9%
Baby Boomer เห็นชอบ 46% ไม่เห็นชอบ 31% ไม่มีความเห็น 23%
จะเห็นว่ายิ่งอายุน้อยยิ่ง “พร้อมเดินหน้า” กับการเปลี่ยนแปลงผ่านประชามติ ส่วนกลุ่มอายุสูงขึ้นมีสัดส่วนไม่เห็นชอบเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลเรื่องความเสี่ยงความไม่แน่นอนและความไม่เข้าใจรายละเอียด โจทย์สําคัญคือการสื่อสารที่ “ทําให้เข้าใจ-ลดความกังวล-ไม่ชี้นํา”
คนอยากแก้ “กติกาและผู้คุมกติกา” โดยเฉพาะ ส.ว. และองค์กรอิสระ มากที่สุด
ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คะแนนเฉลี่ยสูงสุด เต็ม 5 คะแนน คือระบบการเลือก ส.ว. 3.74 คะแนน กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองคก์รอิสระ 3.69 คะแนน ที่มาและการทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ 3.68 คะแนนสะท้อนว่า ประชาชนรู้สึกถึงปัญหาความโปร่งใสหรือมาตรฐานการตรวจสอบในปัจจุบัน และความคาดหวังต่อการทําให้ระบบการเมืองตรวจสอบได้มากขึ้น และลดข้อกังขาเรื่องความชอบธรรม
คนรู้เรื่องประชามติจากสื่อมากกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สื่อมวลชน/องค์กรเอกชน 35% รัฐบาล/หน่วยงานราชการ 15.8% หน่วยงานทอ้งถนิ่ 15.8% พรรคการเมือง 14.6% กกต. 13.7% | สถาบันการศึกษา 5.1%
จะเห็นว่าสื่อเข้าถึงประชาชนมากกว่าหน่วยงานหลัก พรรคการเมือง และ กกต. มีบทบาทในการช่วยรณรงค์ น้อยมากในสายตาประชาชน สะท้อนช่องว่างการสื่อสาร
นายอิสระกล่าวว่า ผลสํารวจครั้งนี้ชี้ว่า “สนามผู้นํายังเปิด” คะแนนผู้นํายังแกว่งและกระจาย ขณะเดียวกันแรงขับ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมุ่งไปที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ด้านประชามติรัฐธรรมนูญ ภาพรวมไปในทาง เห็นชอบ แต่ยังมีกลุ่ม “ไม่มีความเห็น” สูง และพบความต่างตามวัย อีกทั้งประเด็นที่ประชาชนอยากแก้ เด่นชัด คือ ระบบเลือก ส.ว. และองค์กรอิสระ ส่วนการรับรู้เรื่องประชามติของประชาชนมาจาก สื่อ และเอกชนมากที่สุด มากกว่าจาก กกต. ประเด็นสําคัญ คือเมื่อคนไปเลือกเพราะ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองต้องตอบให้ชัดว่า ทํา อะไร-เมื่อไร-เห็นผลแค่ไหน-ใครรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ “สโลแกน” ขายฝัน และ กกต. ต้องยึดพื้นที่ข้อมูลคืนด้วยมาตรฐานเดียว เปลี่ยนบทบาทจาก “ประชาสัมพันธ์” เป็น “ศูนย์ข้อมูลกลาง” ที่สื่อหยิบไปใช้ได้ทันที เพราะปัญหาการลงประชามติไม่ใช่คนเห็นด้วยหรือไม่ แต่นยังไม่มั่นใจสูง ต้องสื่อสารต่างวัย แบบอธิบายให้เข้าใจ เน้นผลต่อชีวิตจริง ลดความกังวล ไม่ใช่ชี้นํา หรือรณรงค์ให้เชื่อ

