วิเคราะห์โค้งสุดท้าย
วัดพลัง3พรรคใหญ่
‘ภท.-ปชน.-พท.’
หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
สถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้าย มีเวลาเหลือประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง กระแสการเมืองยังให้น้ำหนักไปที่พรรคประชาชน เพราะสามารถแก้เกมทางการเมืองได้ หลังจาก “มีเรา ไม่มีเทา” ขายไม่ได้ ต่อมาจับสัญญาณจากการเปิดประเด็นในเรื่องประกันสังคม ประกอบกับการรุกหนักของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยเฉพาะประเด็นประกันสังคม ซึ่งมีผู้ประกันตนประมาณ 25 ล้านคน เกิดกระแสโตขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้พรรคภูมิใจไทยเองซึ่งเป็นพรรคที่มีแนวโน้มมีคะแนนนิยมเป็นอันดับ 1 ก่อนหน้านี้ถดถอย เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยอยู่ในฐานะเป็นรัฐบาล พูดง่ายๆ คือ จะต้องมีความรับผิดชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในฐานะเป็นรัฐบาล แต่พรรคภูมิใจไทยยังไม่มีสัญญาณที่จะแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด
นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังไม่มีแคมเปญเด่นๆ ที่จะทำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นกระแสค่านิยมที่ขายได้ แต่ก็ไม่ทำ ทำให้กระแสนิยมดร็อปลง แต่สำหรับ ส.ส.เขต ต้องยอมรับยังมีความเหนียวแน่นด้วยความเป็นบ้านใหญ่ มีเครือข่าย ทรัพยากร ความพร้อมเรื่องปัจจัยต่างๆ ในเชิงพื้นที่ จึงเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย
ส่วนพรรคที่มีนัยสำคัญ คือ พรรคเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ประเมินว่าอยู่ในอันดับท้ายๆ เพราะความล้มเหลวของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชั้น 14 กาสิโน รวมทั้งคลิปเสียงฮุน เซน การที่พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่ยอมตีจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาส แปรวิกฤตเป็นโอกาส โดยใช้คลิปภาพทางการเมืองของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทำให้พรรคเพื่อไทยเบียดขึ้นมา น่าจะเป็นอันดับ 2 ในเวลานี้
การที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” เข้าใจได้ว่าพรรคเพื่อไทยเห็นว่ามีโอกาสเป็นที่ 2 จากที่มีการประเมินพรรคเพื่อไทยต่ำ แต่เมื่อเป็นอันดับ 2 แล้วจะต้องทะเยอทะยานให้เป็นที่ 1 ให้ได้ การที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนดีขึ้นมาเงียบๆ กับพรรคประชาชนไม่ห่างกันมาก จึงต้องผลิตนโยบายพุ่งเป้าไปที่ประชาชนรากหญ้า จึงสุ่มโดยหวังคะแนนในส่วนนี้ แต่ปรากฏว่านโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบค่อนข้างมาก ว่าเพื่อไทย
เอาอีกแล้ว แจกเงินอีกแล้ว ทำแบบเดิมอีกแล้ว พรรคเพื่อไทยจึงแก้เกมโดยประกาศจะแก้ปัญหาประกันสังคมภายใน 100 วัน เพราะมองว่าผู้ประกันตน 25 ล้านคน เป็นฐานเสียงจำนวนมาก จึงพยายามจะมาแก้เกมในจุดนี้
ในกรณีพรรคประชาชนชูเรื่องประกันสังคม เมื่อมามองพรรคภูมิใจไทยในฐานะรัฐบาล หากจะต้องแก้เกมจะต้องหามาตรการที่เข้มข้น เกี่ยวกับประกันสังคมด้วย อาทิ รัฐมนตรีต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ ป.ป.ช. และมีมาตรการ 2-3-4-5 ถ้าประกันสังคมไม่โปร่งใสจะต้องดำเนินการโดยทันที จึงต้องติดตามดูเรื่องนี้ในช่วง 2-3 วัน ว่าจะมีมาตรการอย่างไรที่จะเข้าไปจัดการอย่างทันทีทันควัน ไม่เช่นนั้นกระแสเลือกพรรคภูมิใจไทยจะเกิดการลังเลขึ้นมาอีก
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายปราบทุนเทา มองว่าจะเรียกคะแนนเสียงเรื่องนี้ยังไม่ชัด แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง หลายคนมองว่าอาจกลับมาเหมือนเดิม ทำให้กระแสทางการเมืองสูงขึ้น เพราะมีความผูกพันกับพรรค ถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์จะออกนอกลู่นอกทางไปประมาณ 10 ปี แต่ยังมีต้นทุนอยู่ จึงทำให้มีกระแสสูงขึ้น และยังเบียดคะแนนพรรคภูมิใจไทยอีก
กรณีพรรคภูมิใจไทยชูสโลแกน “ไม่เลือกเราเขามาแน่” มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ใช้ไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องชูประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากฝ่ายอนุรักษนิยมมีคะแนนกระจัดกระจาย พรรคภูมิใจไทยต้องสร้างแคมเปญ หรือมอตโต ที่มีพลังมากกว่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าฝ่ายอนุรักษ์จะต้องมาร่วมมือกันเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นหัวหอกในการต่อสู้กับพรรคส้มหรือพรรคแดง การใช้คำว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” จึงไม่สมควรใช้แล้ว จะต้องหาคำพูดที่มีพลังมากกว่านี้
ในด้านกลยุทธ์ของพรรคประชาชนที่ดึงนายพิธามาช่วยหาเสียงช่วงนี้ คิดว่าไม่เหมือนกับปี 2566 กระแสไม่ได้สูงขนาดนั้น หากคะแนนเสียงดีจริงๆ นายพิธาจะต้องไปได้มากกว่านี้ นอกจากนี้ กระแสนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือนายธนาธร คิดว่าถึงจุดที่สุดแล้ว ไปต่อไม่ได้ เพียงเอานายพิธามาเติมเท่านั้นเอง แต่ไม่มีผลอะไรมากเหมือนเลือกตั้งปี 2566 แต่ที่มีผลมากที่สุดต่อคะแนนเสียง คือ เรื่องประกันสังคม
สำหรับกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยข้อมูล การเบิกเงินจำนวนมากคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง มองว่าตราบใดที่ไม่มีหลักฐาน กกต.ซึ่งทำงานภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่มีหลักฐานก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ถึงรู้ว่ามีการซื้อเสียงแต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน ทำให้พรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการเลือกตั้ง เพราะประสบการณ์ทำมาหลายรอบ รู้วิธีการหลบเลี่ยงเป็นอย่างไร ทำให้บรรดาอดีต ส.ส.ที่มีประสบการณ์ มีเครือข่าย ซุ้มบ้านใหญ่จะได้เปรียบเพราะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ จึงเป็นช่องว่างทางการเมือง บางพรรคกระแสไม่ดี แต่มีฐานเสียง มีประสบการณ์ อาศัยความบกพร่องของ กกต. ทำให้สถานการณ์ซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้นได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ หากประเมินที่นั่งของ ส.ส.ในการเลือกตั้ง คิดว่าพรรคประชาชนน่าจะได้ 150+ พรรคภูมิใจไทย 130 พรรคเพื่อไทย 90-100 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าจะตีคู่มากับพรรคกล้าธรรม เพราะผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เด่นพอ แต่เข้าใจว่า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อาจได้เพิ่มจาก 5 คน เป็น 10-15 คน หากได้ ส.ส. 30 คน พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.ประมาณกว่า 40 คน ซึ่งจะแข่งขันกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งกระแสพรรคไม่ดีเท่าที่ควร อาจได้ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน จึงพยายามทุ่มเต็มที่กับ ส.ส.เขตที่มีความมั่นใจ ทำให้ประเมินพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกล้าธรรมค่อนข้างยากจะชิงที่ 4
ถ้าให้จับขั้วการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง สูตรแรกพรรคประชาชนได้อันดับ 1 ความยากลำบาก คือ หากจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย โดยหลักจับได้ แต่ในความเป็นจริง ถามว่านายทักษิณ ชินวัตร พร้อมจับมือหรือไม่ เพราะสถานการณ์ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นคดีความ คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะมีผลหรือไม่ในทางการเมือง เพราะการเมืองไทยยังมีผู้เล่นในสนาม และผู้เล่นนอกสนาม ซึ่งผู้เล่นนอกสนามเป็นผู้กำหนดเกมและกติกา
เช่นเดียวกันพรรคประชาชนไปจับมือกับพรรคภูมิใจไทย ถามว่าแฟนคลับพรรคประชาชนจะรับได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มองว่าพรรคภูมิใจไทยหักหลัง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากจับกันจริงๆ พรรคประชาชนจะต้องหาคำอธิบายมากพอสมควร ดี ไม่ดี พรรคเพื่อไทยติดเงื่อนไข นายทักษิณ ชินวัตร พรรคภูมิใจไทยติดเรื่อง MOA จะทำให้พรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลยาก พรรคประชาชนจึงตั้งเป้าว่าต้องได้ ส.ส.ทะลุ 270 เสียง เพื่อตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนได้คะแนนอันดับ 1 ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องให้พรรคอันดับ 2 ตั้งรัฐบาล โอกาสก็จะเป็นของพรรคภูมิใจไทย มองว่าพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยจับมือกันได้ และพรรคภูมิใจไทยจะต้องเลือกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกล้าธรรม หากเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลจะดี เนื่องจากพรรคกล้าธรรมถูกใส่ร้ายมีความมัวหมอง มีเทา มีดำ และยังได้แต้มต่อ 3 เด้ง เด้งแรกจะทำให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จบแล้ว เด้งที่ 2 สร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ดี และเด้งที่ 3 ปล่อยให้พรรคกล้าธรรมกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้รัฐบาลทำงานง่าย
แต่หากพรรคภูมิใจไทยเลือกพรรคกล้าธรรม และปล่อยพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน คาดว่ารัฐบาลอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี จบเกม
ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคสะท้อนคาแร็กเตอร์ของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ 3 พรรคใหญ่ พรรคประชาชน ชัดเจนเรื่องของการตรวจสอบ การวิพากษ์ และใช้เซเลบทางการเมือง การมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นผู้ช่วยหาเสียงในการดึงคะแนน มีประเด็นประกันสังคม ที่เรียกว่าพายุน้ำแข็งต่างๆ เหล่านี้อออกมา
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ก็ใช้คาแร็กเตอร์ในเรื่องของชาตินิยม เช่น การลงพื้นที่ชายแดนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล การมีวาทกรรม “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องการจะใช้กระแสชาตินิยมในการตรึงคะแนนเสียง แล้วก็ทำให้เรื่องการแบ่งขั้วทางการเมืองตอกย้ำในฐานของตัวเองที่ชัดขึ้น ส่วนพรรคเพื่อไทยเน้นนโยบายประชานิยม ซึ่งจุดขายของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่สมัย พรรคไทยรักไทย เช่น นโยบายเศรษฐี 9 ล้าน หรือนโยบายที่เน้นเรื่องของปากท้อง
ถ้าดู 3 พรรคใหญ่ จะเห็นได้เลยว่าคาแร็กเตอร์ที่ 3 พรรคดึงมาใช้ในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นการตอกย้ำในฐานเสียงผู้สนับสนุนตัวเองเป็นหลัก ณ ชั่วโมงนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ จะเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว ไม่มีโอกาสจะทำให้เกิดการลงคะแนนแบบข้ามขั้ว แต่การลงคะแนนแบบข้ามค่ายยังเป็นไปได้ ฉะนั้น โอกาสข้ามค่ายมี แต่ข้ามขั้วเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้ามีโอกาสข้ามค่ายจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ตกปลาในบ่อเพื่อน คือ ดึงเอาคะแนนเสียงของพรรคที่อยู่เส้นทางเดียวกัน
เช่น คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยก็คงไม่เลือกพรรคประชาชน คนที่เลือกพรรคประชาชน คงไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะมันเป็นการเลือกแบบข้ามขั้ว ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย อาจจะมาเลือกพรรคประชาชน ส่วนคนที่เลือกพรรคประชาชนก็อาจจะมาเลือกพรรคเพื่อไทยได้เหมือนกัน เรียกว่าเลือกข้ามค่าย ฉะนั้นข้ามขั้วเป็นเรื่องที่ยาก แต่ข้ามค่ายนั้นเป็นไปได้ในสัปดาห์สุดท้าย
การเปิดตัวคาแร็กเตอร์ของ 3 พรรค มีทั้งผลบวกและผลลบ เริ่มที่พรรคประชาชนที่เปิดตัวในเรื่องของการตรวจสอบ การวิพากษ์วิจารณ์ ก็เกิดคำถามกับพรรคประชาชนเหมือนกัน ในแง่ที่ว่าพรรคประชาชนได้สูญเสียจุดยืนทางอุดมการณ์หรือไม่ จากเดิมที่เน้นการปฏิรูปโครงสร้าง แต่ตอนนี้มาเน้นการตรวจสอบระบบประกันสังคม ก็เกิดคำถามว่า มีความต่างอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง หลายคนถามว่า วันนี้จะเล่นประกันสังคม แต่ล้มเทาทำเสร็จหรือยัง อันนี้คือมุมกลับเหมือนกัน
ขณะเดียวกันอัตลักษณ์ของพรรคมีความไม่ชัดเจน วันนี้เราเห็นบทบาทของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน บทบาทของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บทบาทของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่แคนดิเดตฯคือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ทำให้อัตลักษณ์พรรคไม่ชัดเจน ต่างจากพรรคอื่นที่เขาชัดเจน เช่น พรรคเพื่อไทย มีอาจารย์เชน พรรคภูมิใจไทย มีนายอนุทิน หรือแม้กระทั่งพรรคกล้าธรรม มีผู้กองธรรมนัส พรรคประชาธิปัตย์ มีนายอภิสิทธิ์
ในด้านของพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกัน การใช้ชาตินิยม การแบ่งขั้วอาจจะถูกวิจารณ์ว่าจะนำพามาการเมืองไปสู่ความขัดแย้ง เกิดการแบ่งขั้วอีกครั้ง ขณะเดียวกันเพื่อไทย ที่ใช้นโยบายประชานิยมก็ไม่มีอะไรใหม่ที่มานำเสนอ อาจจะไม่ใช่เทรนด์ หรือแนวโน้มของการเมืองในยุคปัจจุบัน
ถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นปรากฏการณ์ที่แต่ละพรรคการเมืองหันมาทำโพลสำรวจความนิยมของพรรคตนเอง โดยไม่ได้พึ่งผลโพลจากสำนักต่างๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้ว มีการไปทำโพลกันเอง รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า เนื่องจากโพลจากสำนักต่างๆ ไม่มีความละเอียดมากนัก แต่เป็นการสำรวจในภาพกว้าง ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นภาพของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่อาจจะออกมาใกล้เคียงกับผลโพล แต่ในมติของ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีความละเอียดมากกว่าโพลในสำนักงานต่างๆ จะสำรวจ เพราะในการแบ่งเขตเลือกตั้งปัจจัยในการตอบโพลไม่เหมือนกัน เพราะการตอบโพลมีปัจจัยตรงไปตรงมา เช่น คำถามว่าอยากสนับสนุนใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ อยากเลือกพรรคไหนใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อยากจะเลือกพรรคไหนใน ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อน
แต่ขณะที่การเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีปัจจัยอื่นๆ เช่น คุณสมบัติตัวผู้สมัคร การเป็นที่รู้จัก การดูแลช่วยเหลือชุมชน ความเป็นตระกูลการเมือง หรือแม้กระทั่งระบบหัวคะแนน ที่จะมาเกี่ยวข้องด้วยในการเลือกตั้ง ฉะนั้นแต่ละพรรคจึงมีโพลเฉพาะเป็นโพลรายเขตของตนเองที่มีการเก็บผลสำรวจมาระยะอยู่แล้ว ทำให้เห็นทิศทางแนวโน้มที่ชัดในแต่ละเขตและรวมไปถึงการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆ ในแต่ละเขตได้มากกว่า
หากวิเคราะห์จากกลยุทธ์ที่แต่ละพรรคใช้หาเสียง รวมไปถึงปัจจัยต่างๆ สามารถชี้ชัดได้ในเวลานี้ว่าพรรคที่มีคะแนนนิยมสูงสุดมาเป็นอันดับ 1 มีโอกาสทั้ง 2 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ที่มีโอกาสจะได้ที่นั่งในสภาประมาณ 140-150 ที่นั่ง แต่ 1 ใน 2 พรรคนี้ ถ้าพรรคไหนที่หล่นลงมาเป็นอันดับที่ 2 ก็มีโอกาสจะถูกเบียดแซงโดยพรรคเพื่อไทยได้เหมือนกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็อยู่ประมาณ 100-120 ที่นั่ง มีโอกาสที่จะมาอันดับ 3 แต่ว่าก็มีโอกาสจะเปลี่ยนขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ก็เป็นไปได้ รองลงมาอาจจะเป็นพรรคกล้าธรรม ที่อาจจะอยู่สักประมาณ 40 ที่นั่ง รองลงไปก็อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจจะอยู่สักประมาณ 25-30 ที่นั่ง หลังจากนั้นก็จะเป็นพรรคประชาชาติ ประมาณ 8 ที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคขนาดเล็กต่างๆ รวมๆ กันอีกประมาณ 10-20 ที่นั่ง
ก่อนหน้านี้เคยประเมินให้พรรคประชาชนนำพรรคภูมิใจไทย และก็สลับมาแต่ครั้งแรกๆ ก็เคยให้พรรคภูมิใจไทยนำพรรคประชาชน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า 1 กับ 2 พลิกไปพลิกมาระหว่าง 2 พรรคนี้ พอมาครั้งที่ 3 มองว่าโอกาสเท่าๆ กันทั้ง 2 พรรค เนื่องจากแต่ละพรรคก็มีจุดแข็งที่ต่างกัน
ในส่วนของพรรคประชาชน คะแนนในแบบบัญชีรายชื่อ มีโอกาสที่จะทะลุไปจนถึง 14-15 ล้านเสียงเท่าเดิม แล้วก็เป็นผลให้พรรคก็อาจจะได้ให้ 30-39 ที่นั่ง หรืออาจจะเพิ่มกว่ากว่าเดิมอีกนิดหน่อย ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็จะมีจุดแข็งคือ การบริหารจัดการในเขตเลือกตั้งระดับพื้นที่ที่ได้ตระกูลการเมืองบ้านใหญ่ ไปถึง 86 ตระกูล มีอดีต ส.ส.ย้ายพรรคไปอยู่ด้วยมากในทุกพรรค
ส่วนพรรคเพื่อไทย มองว่ายังสปีดยังไม่ทัน 2 พรรคแรก ในโค้งสุดท้ายที่เหลือระยะเวลาอีกเพียง 7 วัน พรรคเพื่อไทยจะต้องแก้เกมอย่างเร่งด่วน ถ้าต้องการที่จะสปีดขึ้นมาเป็นภาคอันดับที่ 2 เพราะว่าที่เปิดตัวนโยบายประชานิยมต่างๆ ออกมา ไม่มีอะไรใหม่ ยังเป็นนโยบายประชาชนนิยมแบบในสไตล์เพื่อไทยแบบเดิม
รศ.ดร.ยุทธพรยังเสนอมุมมองต่อการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งว่า แบ่งออกเป็น 3 สูตร สูตรที่ 1 คือ ภูมิใจไทยบวกบวกเพื่อไทยบวกกล้าธรรม แล้วก็อาจจะมีพรรคประชาชาติ และพรรคเล็กต่างๆ มาร่วมด้วย โดยมีพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน สูตรที่ 2 คือ ภูมิใจไทยบวกประชาชนบวกประชาธิปัตย์ โดยเพื่อไทยและกล้าธรรม เป็นฝ่ายค้าน แต่มีเงื่อนไขว่า ภูมิใจไทยจะต้องได้ 160 ที่นั่งขึ้นไป สูตรนี้จึงจะเป็นไปได้ และสูตรที่ 3 เป็นสูตรที่คนส่วนใหญ่อยากจะเห็นที่สุด คือ ประชาชนบวกเพื่อไทย แล้วก็อาจจะมีประชาธิปัตย์ ประชาชาติ เข้ามาด้วย แต่มีเงื่อนไขว่า พรรคประชาชนต้องได้ 180 ที่นั่งขึ้นไป จึงจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย จะสามารถร่วมกันได้หรือไม่ หากดูจากท่าทีของแต่ละพรรคที่มีต่อกันในช่วงการหาเสียง เพราะยังมีการปราศรัยพาดพิงเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในอดีต รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า ถ้าถึงจุดหนึ่งมันก็เป็นไปได้ เพราะว่าหลายประเด็นของ 2 พรรคนี้ยังมีทิศทางที่ตรงกัน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นในเรื่องการเป็นฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน แม้ว่าเราจะเห็นสถานการณ์โต้ตอบกันไปมา หรือความขัดแย้งกันไปมาในช่วงระยะหลัง แต่คิดว่าในประเด็นที่ยังเกาะเกี่ยวกันได้ก็ยังพอมีอยู่ แต่เงื่อนไขคือ พรรคประชาชนต้องไปถึง 180 ที่นั่ง ถึงจะเกิดขึ้นได้
กรณีแบงก์ชาติ เปิดเผยข้อมูลเบิกเงินสดที่ถูกมองว่าอาจนำไปใช้ในการซื้อเสียงเลือกตั้ง เรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญหรือโฟกัสไปที่ กกต. แต่เพราะแบงก์ชาติเปิดเผยออกมาขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ก็มีตัวเลข สำรวจพบการซื้อเสียง หัวละ 7,500 บาท ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริง แต่เมื่อสังคมสะท้อนปัญหาอย่างนี้ และแบงก์ชาติก็เป็นแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ คำถามคือทำไม กกต.ยังเฉย
วันนี้ กกต.ต้องเปลี่ยนการทำงานเป็นเชิงรุก ไม่ใช่บอกว่าต้องรอให้มีคนมาร้องก่อนจึงจะตรวจสอบได้ เมื่อมีกระแสข่าวแบบนี้ กกต.ต้องออกมาแอ๊กชั่นมากกว่า เช่น ตั้งทีมลงไปตรวจสอบ หรือร่วมกับแบงก์ชาติก็ได้ เพื่อตรวจสอบว่าเงินเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร อาจจะไปเก็บข้อมูลในเชิงลึกระดับพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเขาก็มีกลไกอยู่ใน กกต.ทุกจังหวัด

