เพื่อไทยแปดริ้ว จัดเวทีคู่ธรรมนัส มดดำ ขึ้นเวทีช่วยหาเสียง สุชาติ ปราศรัย ส่งลูกชาย สู้ทุนเทาเข้าสภา
เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่บริเวณสนามกีฬาฟุตบอลโดมบ้านหัวกระสังข์ ริมถนนสาย 319 พนมสารคาม-ปราจีนบุรี ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย โดยนายสุชาติ ตันเจริญ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้จัดเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยบุตรชาย คือ นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ หรือมดเล็ก ผู้สมัครหมายเลข 1 เขตเลือกตั้งที่ 3 และนายพันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัครหมายเลข 3 เขตเลือกตั้งที่ 2
โดยมีนายคชาภา ตันเจริญ หรือมดดำ บุตรชายคนโต พิธีกรชื่อดังและเป็นผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาร่วมขึ้นเวทีปราศรัย พร้อมด้วยนายรณฤทธิชัย คานเขต อดีต ส.ส.ยโสธร 5 สมัย อดีตสมาชิกกลุ่มบ้านริมน้ำ เดินทางมาขึ้นเวทีช่วยปราศรัยด้วย และมีนายสาธุ อนุโมทามิ อดีตหัวหน้าพรรคพลังไทยดี นายไพรินทร์ หนูมาก ประธานสภา อบจ.ฉะเชิงเทรา พร้อมกับผู้สมัครทั้ง 2 รายมาขึ้นเวทีแนะนำตัว ท่ามกลางผู้มาร่วมรับฟังการปราศรัยประมาณเกือบ 1 พันคน

โดยในการกล่าวปราศรัย นายศักดิ์ชายได้พูดถึงผลงานในระหว่างได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 มาแล้วเป็นเวลา 2 ปีเมื่อสมัยที่ผ่านมา เช่น การแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งสารเคมีในพื้นที่ การแก้ปัญหาช้างป่า และการเตรียมพัฒนาแนวกำแพงกันช้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว หากมีการก่อสร้างแล้วเสร็จระยะกว่า 80 กม. การนำเสนอปัญหาของประชาชนจากในพื้นที่เข้าสู่สภาเพื่อให้เกิดการแก้ไข และแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ ปชช.เลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ “ทั้งตัวผมและตัวพ่อ” กลับเข้าไปทำงานในสภา
ขณะที่นายพันธุ์พงศ์ได้กล่าวแนะนำตัวและเล่าถึงประวัติการทำงานรับราชการมาตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่เคยดูแลประชาชนในฐานะปลัดอำเภอมาในหลายจังหวัด (ระยอง จันทบุรี) โดยเฉพาะที่ จ.ฉะเชิงเทรา บ้านเกิด ด้านนายคชาภา ได้กล่าวบนเวทีโดยขอให้ประชาชนช่วยสนับสนุนน้องชาย และกล่าวนำเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย เช่น นโยบายคนไทยไร้จน ปุ๋ยฟรีเกษตรกร 250 กก.ต่อครอบครัว นโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี นโยบายล้างหนี้เสียจ่ายคืน 10 เปอร์เซ็นต์
ส่วนนายสุชาติได้เล่าถึงเส้นทางการเดินเข้าสู่วงการเมือง และได้เข้ามาขึ้นเวทียังที่ ต.บ้านซ่อง แห่งนี้เป็นเวทีแรกเมื่อ 40 ปีก่อน (2529) ระหว่างที่ นายวิเชียร ตันเจริญ ผู้เป็นบิดาได้นำพามาขึ้นเวทีแนะนำตัวให้กับชาวบ้านได้รู้จัก พร้อมกับพูดถึงคุณความดีของผู้เป็นบิดาที่ได้สร้างสมคุณประโยชน์ไว้ให้แก่คนในพื้นที่มาโดยตลอดระยะเวลารวมกันถึงกว่า 80 ปี โดยระบุว่าไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียให้แก่คนพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ไม่มีเรื่องทุจริต

ทั้งยังมีสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ เช่น ชื่อถนน ศาลาที่พักและสิ่งสาธารณประโยชน์ ที่ทางนายวิเชียร และนางสุภา ตันเจริญ ได้เคยสร้างไว้และบริจาคให้แก่ประชาชนในอดีต และยังเล่าถึงการทำงานในตำแหน่งรองประธานสภา และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เมื่อสมัยที่ผ่านๆ มา ที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตของ อสมท. ที่เกือบจะล่มสลายจอดำเพราะไม่มีเงินที่จะจ่ายให้แก่พนักงานเดือนละเกือบ 100 บาท และการเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตในวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นจนเป็นกระแสข่าวดังในช่วงที่ผ่านมา
จากนั้นได้กล่าวถึงฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นคู่แข่งของบุตรชายในครั้งนี้ว่า เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา ทั้งการพนันในต่างประเทศ ยาเสพติด สแกมเมอร์และสิ่งผิดกฎหมาย พนันออนไลน์ รวมถึงการลักลอบทิ้งกากสารพิษในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ระบุการเมืองปัจจุบันผิดเพี้ยนเพราะมีพวกสีเทาเข้ามาเป็นนักการเมืองเยอะมาก การเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของตน ของพวกสีเทาทั้งหมดที่ทำผิดกฎหมาย การที่จะเข้าไปเป็นผู้แทนนั้นต้องเข้าไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เข้าไปดูแลปัญหาทุกข์สุขของพ่อแม่พี่น้อง ไปดูเพื่อที่จะแก้ไข ทำให้ดีขึ้นทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้น สะดวกสบายกินดีอยู่ดี

ก่อนที่จะกล่าวปราศรัยถึงนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายในการดูแลประชาชนนับตั้งแต่เกิด จนถึงวัยชรา เช่น เปิดบัญชีให้เด็กแรกเกิดเดือนละ 3,000 บาทจนครบ 15 ปี จบมัธยมต้นจะมีเงินให้เรียนต่อ 45,000 บาท จะมีการปรับหลักสูตรให้ระหว่างเรียนได้เงินจบได้งาน โดยมีการสอนวิชาชีพและให้ไปเรียนที่โรงงานที่ได้รับค่าจ้าง ปลดหนี้คนชรา ล้างหนี้นอกระบบ ล้างหนี้ประชาชนต่ำกว่าแสนหลังเกษียณ หวยเกษียณ นโยบายปราบปรามยาเสพติดไม่จบไม่เลิก พัฒนาโครงการ 30 บาทรักษาถึงบ้านผ่านทางแอพพลิเคชั่นออนไลน์ พร้อมให้คำมั่นว่า หากได้รับเลือกได้รับใช้ประชาชนอีกจะรักษาเกียรติยศเกียรติภูมิในความซื่อสัตย์ต่อไป
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะแกนนำพรรคเดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัครทั้ง 4 เขตหาเสียงยังที่บริเวณตลาด อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทราด้วยพร้อมกัน แต่ไม่ได้มีการประสานสื่อมวลชนในพื้นที่ให้ทราบแบบเป็นการทั่วไป โดยเป็นการประสานกันเพียงเฉพาะรายเท่านั้น


