อาจารย์นิติศาสตร์ วิเคราะห์โค้งสุดท้าย การเมืองสามขั้วชิงตั้งรัฐบาลผสม

31.01.26 | 17:47 น.

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิเคราะห์โค้งสุดท้าย การเมืองสามขั้วชิงตั้งรัฐบาลผสม

เมื่อวันที่ 31 มกราคม รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้เดินทางเข้าสู่ห้วงสุดท้ายอย่างแท้จริง ก่อนที่ประชาชนจะใช้สิทธิตัดสินทิศทางประเทศ หากมองเพียงผิวเผิน ภาพที่เห็นอาจเป็นเพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายพรรคที่ต่างเร่งระดมกำลัง ปราศรัยถี่ขึ้น โหมโฆษณามากขึ้น และใช้ทุกช่องทางเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง

แต่หากพิจารณาอย่างจริงจัง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบการแข่งขันเชิงนโยบายแบบคลาสสิก หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ การต่อสู้เพื่อครอบครองความหมายของคำสำคัญอย่างความมั่นคง ความรักชาติ ความอยู่ดีกินดี และการเปลี่ยนแปลง ภายใต้สนามที่ไม่เป็นกลางทั้งในเชิงโครงสร้างรัฐที่มีการสับเปลี่ยนตัวโยกย้ายกลไกรัฐ หรือกลไกการบังคับใช้กฎหมาย และภูมิอากาศทางการเมืองที่เปราะบางอย่างยิ่ง

สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในโค้งสุดท้ายคือ พรรคการเมืองทุกพรรคต่างรับรู้ตรงกันว่า ฐานเสียงเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป โพลจากหลายสำนักแม้ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนกันบ้าง แต่ให้ภาพเดียวกันอย่างน่าคิด คือยังไม่มีพรรคใดปิดเกมได้จริง สัดส่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจยังอยู่ในระดับสูงอย่างผิดปกติ ภาวะเช่นนี้ทำให้การหาเสียงในสัปดาห์สุดท้ายมีลักษณะคล้ายการทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้ายมากกว่าการสื่อสารนโยบายอย่างสุขุมรอบคอบ และยิ่งเปิดพื้นที่ให้กับกลยุทธ์สุดโต่ง วาทกรรมขั้วตรงข้าม และการสื่อสารที่เล่นกับอารมณ์มากกว่าเหตุผล

การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้เลือกตั้ง จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองภูมิศาสตร์การเมืองไทยอย่างจริงจัง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกัน และไม่ตอบสนองต่อสารทางการเมืองในแบบเดียวกัน ภาคกลางบางส่วนและภาคอีสาน ซึ่งยังคงเป็นฐานประชากรขนาดใหญ่ของประเทศ ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายปากท้อง รายได้ ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน และสวัสดิการที่เห็นผลเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เลือกตั้งในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เลือกเพราะกระสุนอย่างเดียว หากแต่เลือกจากความคาดหวังว่ารัฐจะสามารถประคับประคองชีวิตในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองได้จริง ความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการบริหารจึงสำคัญพอๆ กับตัวนโยบายเองภาคเหนือมีลักษณะผสมผสานระหว่างฐานประชานิยมแบบดั้งเดิมกับกลุ่มผู้เลือกตั้งรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ขณะที่ภาคใต้โดยภาพรวมยังคงให้คุณค่ากับความมั่นคง ความเป็นระเบียบ และบทบาทของสถาบันหลักของชาติอย่างเด่นชัด

Advertisement

ส่วนกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ในหลายจังหวัดได้กลายเป็นสนามหลักของแนวคิดปฏิรูป ที่ผู้เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจจากจุดยืนเชิงอุดมการณ์ ภาพอนาคตของประเทศ และความไม่พอใจต่อการเมืองแบบเดิม มากกว่านโยบายระยะสั้นหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า

หากพิจารณาประกอบกับตำแหน่งแห่งที่ของพรรคการเมือง จะเห็นชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้าของการเมืองสามขั้ว ขั้วแรกคือฝ่ายก้าวหน้าและปฏิรูป ซึ่งพรรคประชาชนเป็นตัวแทนสำคัญ ขั้วที่สองคือฝ่ายประชานิยมเชิงบริหาร ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยครอบครองพื้นที่หลัก และขั้วที่สามคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เน้นความมั่นคง ศีลธรรม และสถาบัน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคในแนวเดียวกันเป็นแกน โดยอาจมีบางบทบาทที่พรรคภูมิใจไทยที่พยายามแสดงตนในบทบาทอนุรักษ์ การเมืองสามขั้วเช่นนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการเลือกนโยบาย แต่เป็นการเลือกทิศทาง เลือกโฉมหน้าของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับประชาชน

ในโค้งสุดท้าย กลยุทธ์หาเสียงของแต่ละพรรคสะท้อนความพยายามยึดพื้นที่ของตนและขยายปริมณฑลของตัวเองไปยังพื้นที่ทับซ้อนอย่างชัดเจน พรรคประชาชนเลือกเดินเกมย้ำภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ดึงประเด็นการรื้อระบบประกันสังคมขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของการจัดการรัฐใหม่ พร้อมกับการดึงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยหาเสียงในฐานะบุคคลสัญลักษณ์ของความหวังและการเมืองแบบใหม่

แน่นอนว่ากระแสการลงพื้นที่ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่น่าจะเป็นพลังเปลี่ยนเกมในความหมายของการดึงคะแนนจากฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่เป็นพลังของการคงสภาพ ที่ช่วยประคองและตอกย้ำฐานเสียงเดิมของพรรคประชาชนไม่ให้รั่วไหลในช่วงโค้งสุดท้ายมากกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง กระแสพิธาช่วยให้คะแนนไม่ลด แต่ยังไม่ใช่กลไกที่ทำให้คะแนนพุ่งทะลุเพดานของกลุ่มผู้ลังเลหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้เพราะภาพพิธา ไม่ใช่ภาพปรารถนาของกลุ่มอนุรักษ์ การต่อสู้ในระยะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแย่งคะแนนใหม่ แต่เป็นการรักษาคะแนนเดิมให้มั่นคงจนถึงวันหย่อนบัตร

ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทยในโค้งสุดท้ายกลับเลือกใช้กลยุทธ์ที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง นั่นคือการชูนโยบายเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในลักษณะลด แลก แจก แถม ภายใต้คำสัญญาว่าจะสร้างความมั่งคั่งและยกระดับรายได้ของประชาชนอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์นี้อาจสร้างแรงดึงดูดในระยะสั้น แต่ในเชิงวิภาคนโยบาย จำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่านี่คือการคิดใหม่ หรือเป็นเพียงการเดินซ้ำรอยเดิมของประชานิยมแบบใช้งบประมาณมหาศาล โดยไม่กล้าแตะโครงสร้างรายได้ของรัฐอย่างแท้จริง

หันกลับไปที่พรรคภูมิใจไทยเลือกใช้กลยุทธ์เชิงเตือนภัย ด้วยวาทกรรมในลักษณะ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ซึ่งเป็นความพยายามที่จะสวมบทอนุรักษ์นิยมเพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มฐานเสียงกลุ่มขวาที่มีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อบีบให้เลือกข้าง โดยประดิษฐ์วาทกรรมรักชาติหรือไม่รักชาติ ซึ่งอาจหยิบเอากระแสคลั่งชาติที่ค่อนข้างเจือจางไปกับความสงบของชายแดน หรือการนำเอาสถาบัน หรือการนำเอาประเด็นการตัดงบกองทัพมาเป็นเครื่องธิบาย

หากมองในเชิงโครงสร้างอำนาจ พรรคภูมิใจไทยกลับเป็นพรรคที่เตรียมตัวมากที่สุดสำหรับการต่อรองหลังการเลือกตั้ง จากเครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่รวบรวมไว้ได้มากกว่า 90 ตระกูล ทำให้การประมาณการจำนวนที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ไม่อาจมองต่ำกว่า 90-100 ที่นั่ง โดยกระจายคะแนนในหลายเขตเป็นไปตามที่คาด

ผลโพลล่าสุดจากหลายสำนักยังคงให้ภาพที่สอดคล้องกัน พรรคประชาชนยังนำในคะแนนนิยมรวม พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไล่ตามมาในระยะประชิด ขณะที่สัดส่วนผู้ยังไม่ตัดสินใจยังอยู่ในระดับสูง ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถูกอ่านในฐานะแนวโน้มไม่ใช่คำทำนาย หรือการชี้นำ หากแต่ทำหน้าที่ย้ำเตือนว่าการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งยังเปิดกว้างจนถึงวินาทีสุดท้าย

หากถามว่าถึงจุดนี้สามารถประเมินจำนวนที่นั่งได้หรือไม่ คำตอบคือยังไม่อาจชี้ตัวเลขอย่างตายตัว แต่สามารถเห็น “กรอบโครงสร้าง” ได้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ความเป็นไปได้ที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะครองเสียงข้างมากเพียงลำพังมีแนวโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง การเมืองหลังเลือกตั้งจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่สมการรัฐบาลผสม

เมื่อพิจารณาควบคู่กันระหว่างการประมาณการจำนวนที่นั่งกับคำสัมภาษณ์และเส้นแดงทางการเมือง จะเห็นว่าสมการรัฐบาลไม่ได้เปิดกว้างอย่างไร้ทิศทาง หากแต่มีกรอบที่แคบกว่าที่คิด กล่าวคือ หากพรรคประชาชนได้อันดับหนึ่ง พรรคก็มองเห็นแล้วว่าต้องตั้งรัฐบาลผสม เพราะจากการประกาศชื่อว่าที่รัฐมนตรี ก็ไม่ได้ประกาศทุกกระทรวง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโควต้ารัฐมนตรีให้รัฐบาลผสม ซึ่งอาจมีพรรคเพื่อไทย อาจมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก

ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยแม้ถูกปิดประตูจากฝ่ายก้าวหน้า แต่กลับมีอิสระสูงสุดในการจัดวางตัวเอง พร้อมจับมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลางอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีหน้าตาสร้างเสถียรภาพเชิงอำนาจ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ส่วนพรรคเพื่อไทยเลือกใช้ยุทธศาสตร์สงบปาก สงบคำ อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ประกาศปิดประตูใส่ใคร และไม่ผูกมัดตนเองกับสมการใดล่วงหน้า ด้วยแผลเป็นจากที่เคยตระบัตย์สัตย์ พรรคจึงพยายามวางตัวเองอยู่ในจุศูนย์กลางของการต่อรอง ไม่ใช่เพราะความไร้จุดยืน แต่เพราะไม่ต้องการกลับไปตกอยู่ในสถานะของพรรคที่ถูกตราหน้าว่าทรยศความคาดหวังอีกครั้ง และเป็นพรรคอันดับ 3 ที่พร้อมจะเป็นตัวแปรร่วมกับผู้ชนะ
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่นโยบายใดนโยบายหนึ่ง หากแต่ตัดสินกันที่ความเชื่อมั่นต่อระบบว่าประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่ากลไกหลังการเลือกตั้งจะสะท้อนเจตจำนงของตนจริง การแข่งขันจึงไม่ได้จบลงในคูหา แต่ยืดเยื้อไปจนถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ใช่ผสมเฉพาะพรรคการเมืองแต่ยังเป็นการผสมของอุดมการณ์อีกด้วย

ในสนามที่กติกาไม่เท่ากัน คำว่ายุติธรรมมักถูกใช้เป็นวาทกรรมมากกว่าความจริงที่สัมผัสได้ ความลังเลของผู้เลือกตั้งไม่ใช่ความไม่รู้ หากแต่เป็นสัญญาณของการไม่ไว้วางใจการเมืองแบบเดิม ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธสวัสดิการ แต่ปฏิเสธการถูกมองว่าไม่ฉลาดที่เชื่อโดยไม่ตั้งคำถามการแจกที่ไม่มาพร้อมการปฏิรูป ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการผัดปัญหาไปให้รัฐบาลถัดไปการเมืองที่เอาชนะด้วยความกลัว อาจชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยชนะอนาคตอำนาจอาจเปลี่ยนมือได้ในคืนเดียว แต่ต้นทุนของการตัดสินใจจะอยู่กับประชาชนไปอีกหลายปี