ณพลเดช ชี้ปมถอนชื่อ ชญานันท์ พ้นผู้สมัครส.ส. พท. เหตุถือหุ้นสื่อ ชงตีความข้อกม. ควบคู่ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 31 มกราคม นายณพลเดช มณีลังกา นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาล แต่ขอแสดงความเห็นเชิงวิชาการต่อกรณีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรณีถือหุ้นสื่อมวลชน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อหลักสิทธิทางการเมืองและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้งของประเทศ
สำหรับกรณี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ลต สสข 17/2569 ให้ถอนชื่อ น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 3 เบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย กรณีถือหุ้นประกอบกิจการสื่อมวลชน หลังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดราชบุรี เป็นผู้ร้อง นั้น นายณพลเดช เห็นว่า แม้ผู้สมัครจะยอมรับว่าได้ถือหุ้นบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) จำนวน 220 หุ้น ในขณะสมัครรับเลือกตั้ง และได้จำหน่ายหุ้นออกทั้งหมดแล้ว อีกทั้งเป็นการถือหุ้นในสัดส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการ แต่ศาลยังคงตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3) ในลักษณะเคร่งครัด โดยเห็นว่าการถือหุ้นแม้เพียงหุ้นเดียวก็เป็นลักษณะต้องห้าม ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรได้รับการพิจารณาทบทวนในเชิงหลักการ
นายณพลเดช กล่าวว่า ในทางวิชาการกฎหมายมหาชน การจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและความได้สัดส่วน ไม่อาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงเชิงรูปแบบว่ามีชื่อถือหุ้นอยู่ในทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงสภาพกิจการที่แท้จริง เจตนา และอำนาจควบคุมหรือครอบงำกิจการสื่อว่ามีอยู่หรือไม่
นายณพลเดช ระบุว่า ในอดีตศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยมีแนววินิจฉัยที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะกรณีของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือหุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จำนวน 200 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมดกว่า 2,974 ล้านหุ้น ศาลเห็นว่าการถือหุ้นในสัดส่วนเพียงเล็กน้อยดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดอำนาจบริหาร ไม่สามารถครอบงำกิจการ หรือใช้สื่อเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง จึงไม่เป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง
นายณพลเดช เห็นว่า แนวคำวินิจฉัยในคดีนายชาญชัย เป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนหลักการพิจารณาสาระสำคัญเหนือรูปแบบ และควรถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียง เพื่อสร้างความเสมอภาคและความคาดหมายได้ในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกัน กรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเคยเป็นประเด็นสาธารณะ ก็สะท้อนปัญหาเดียวกัน คือความแตกต่างของแนวทางการตีความกฎหมาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัดส่วนหุ้นและอำนาจครอบงำกิจการมีลักษณะใกล้เคียงกัน การใช้มาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกันในคดีลักษณะเดียวกัน อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมด้านการเลือกตั้ง
นายณพลเดช กล่าวต่อว่า หากแนวทางการตีความที่เคร่งครัดในเชิงตัวบทโดยไม่พิจารณาถึงข้อเท็จจริงเชิงสาระถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐาน อาจเปิดช่องให้การร้องเรียนเรื่องถือหุ้นสื่อกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และสร้างภาวะไม่แน่นอนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นจากการลงทุนทั่วไป กองมรดก หรือการถือครองในสัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกิจการสื่อ
ทั้งนี้การพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านการเลือกตั้งควรมุ่งสร้างมาตรฐานการตีความที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คุ้มครองสิทธิทางการเมืองของประชาชน และยึดหลักนิติรัฐเป็นสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งและประชาธิปไตยของประเทศในระยะยาว ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาล และขอแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ

