นักวิชาการ ชี้ รธน.60 ไร้กลไกเอาผิดกกต. แบบเห็นผล ฟันธง กา ‘เห็นชอบ’ คือทางออก

3.02.26 | 11:53 น.

นักวิชาการ ชี้ รธน.60 ไร้กลไกเอาผิด กกต. แบบเห็นผล ฟันธง กา ‘เห็นชอบ’ คือทางออก

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ทั้งการเลือกตั้งในปี 2562 และปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและข้อผิดพลาดในการดำเนินการมาโดยตลอด อาทิ การประกาศผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า ข้อผิดพลาดในการนับคะแนน จำนวนบัตรไม่ตรงกับจำนวนผู้มาลงคะแนน ฯลฯ ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ซึ่งในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ.2569 ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และถึงแม้ กกต.จะมีข้อผิดพลาดจากการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเด็น แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิด กกต.แบบที่เห็นผลจริงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่ให้สิทธิ์กับประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้

“แม้ว่าประชาชนจะมีช่องทางร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนการกระทำของ กกต. ได้ และหากพบว่ามีมูลความผิด ป.ป.ช. ก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาดำเนินคดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ป.ป.ช. และ กกต.มีที่มาจากแม่เดียวกันคือวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.และ กกต.ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติให้ผู้ทำหน้าที่ไต่สวนการกระทำผิดของ ส.ว.ก็คือ ป.ป.ช. ส่วนคดีการทุจริตการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการสืบสวนชี้มูล ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสายตระกูลสีเดียวกัน และไม่ยึดโยงอยู่กับประชาชน

เมื่อกระบวนการมีปัญหาตั้งแต่ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรอิสระ การได้มาซึ่งองค์กรอิสระก็ย่อมมีปัญหาด้วย นำไปสู่การตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำได้ยาก ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระผ่านกลไก ส.ว.ได้ โดย ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วน ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นการเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ซึ่งมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า” รศ. ดร.สามชายกล่าว

รศ.ดร.สามชายกล่าวต่อไปว่า แม้ว่าจะยังมีช่องทางอื่นในการเอาผิด กกต. เช่น การฟ้องร้องเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานต่างๆ ที่ชี้ชัดตามกฎหมายด้วยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ก็ต้องเป็นผู้เสียหายไปยื่นฟ้องเอง ซึ่งนอกเหนือจากกระบวนการเหล่านี้แล้ว ไม่มีกระบวนการใดที่ประชาชนจะสามารถคานอำนาจของ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระได้เลย

“สำหรับการแก้ปัญหาในกรณีนี้ สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้คือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อเป็นกลไกทางสังคมที่จะกดดันไปยัง กกต. ไม่ให้การกระทำที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือจงใจกระทำผิดพลาดจนส่งผลต่อคะแนนทำให้ได้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็น ส.ส. เชื่อว่าหากประชาชนมาลงคะแนนอย่างท่วมท้นและเทคะแนนให้พรรคการเมืองและตัวผู้สมัครอย่างเป็นเอกฉันท์ โอกาสที่ความผิดพลาดบกพร่องจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนลำดับของผู้จะมาดำรงตำแหน่งก็น้อยลง และคงมีความละอายต่อบาปผุดขึ้นในมโนสำนึกขึ้นบ้างหากจะทำอะไร

Advertisement

ทั้งนี้ ส่วนตัวคาดว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปี 2566 เนื่องจากประชาชนน่าจะได้บทเรียนจากการเลือกตั้งในอดีตมาแล้ว ที่สำคัญคือความตระหนักว่าระบบโครงสร้างทางการเมืองในปัจจุบันเป็นปัญหา ที่ผ่านมาจำนวนผู้มาใช้สิทธิในปี 2566 จึงอาจยังไม่มากพอที่จะทำให้ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเสียงมากที่สุดสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองที่มันบิดเบี้ยวได้” รศ. ดร.สามชาย กล่าว

รศ.ดร.สามชายกล่าวว่า ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ยังมีสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้นำไปสู่การแก้ไขกลไกต่างๆ ในการเอาผิด กกต. ถ่วงดุลอำนาจกันในบรรดาองค์กรอิสระ ซึ่งอาจจะอาศัยเทียบเคียงกับกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่วางกลไกในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างดีแล้ว ทั้งที่มาของ ส.ว.และองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนตรวจสอบ และการเข้าชื่อถอดถอนองค์อิสระที่มีการคานอำนาจกัน โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจ

“นับตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีองค์กรอิสระอย่าง กกต. คิดว่า กกต.ชุดนี้น่าจะเป็น กกต.ชุดที่ถูกครหาและขาดความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนมากที่สุด ทางออกคือจะต้องทำให้ที่มาขององค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน คือมีประชาชนเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่ออกมาจากแม่ในตระกูลสีเดียวกัน การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้จึงเหมือนเป็นความหวัง ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่จะช่วยให้บ้านเมืองสงบโดยไม่มีเหตุรุนแรงคือการมาร่วมกันพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันใหม่ ซึ่งก็คือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการประนีประนอมในเชิงโครงสร้างระหว่างฝั่งผู้มีอำนาจกับประชาชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการได้มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่แหละที่จะเป็น Great Compromise ของประเทศ” รศ.ดร.สามชายกล่าว