กรณ์ แจงยิบงบนโยบาย ปชป.คือ “ความจริงที่จับต้องได้” ยันตัวเลขที่เสนอ กกต.รวมอายุรัฐบาล 4 ปี ไม่ใช่ปีเดียวเหมือนพรรคอื่น ซัด กกต.กำหนดกติกาแต่ละพรรคไม่ตรงกัน ทำสับสน เหน็บ TDRI ดูแต่เอกสาร ไม่ดูความจริงในสนาม แถมชมบางพรรค ยอมเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าอย่างแลนด์บริดจ์ ความจริงยังใช้หาเสียงในพื้นที่ ชี้นี่คือหลุมพรางการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมร่างนโยบายและผู้จัดทำรายงานงบประมาณเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โพสต์ข้อความผ่านเพจ “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ชี้แจงกรณีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับที่มาของงบประมาณในนโยบายหาเสียง โดยยืนยันว่า ข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการนำเสนอ “ความจริงที่จับต้องได้” เพื่อความโปร่งใสทางการคลัง
นายกรณ์ระบุว่า ขอตอบข้อสงสัย และชี้แจงข้อวิจารณ์ต่องบประมาณในนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมร่างนโยบายของพรรคฯ และผู้จัดทำรายงานเงินงบประมาณที่ต้องใช้ในแต่ละนโยบายเสนอต่อ กกต. ตนดีใจที่มีสื่อและนักวิชาการสนใจและให้ความสำคัญต่อการจัดทำนโยบายของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม มีความสับสนในความเห็นที่แสดงออกมาที่ควรจะได้รับการชี้แจง โดยเฉพาะในส่วนของความเห็นจากทางสถาบัน TDRI ดังนี้
1.เราเสนอ “งบ 4 ปี” ในขณะที่หลายพรรคเสนอ “งบปีเดียว” นี่คือความลักลั่น ไม่ชัดเจนของ กกต.ที่กำหนดกติกาที่ไม่ตรงกันสำหรับแต่ละพรรคในการยื่นงบประมาณนโยบาย ประชาธิปัตย์ยึดหลักความโปร่งใส เราจึงนำเสนอตัวเลขงบประมาณ “รวมตลอดอายุรัฐบาล 4 ปี” เพื่อให้ประชาชนเห็นภาระผูกพันทางการเงินที่แท้จริง แต่ปรากฏว่าพรรคการเมืองอื่นส่วนใหญ่กลับส่งตัวเลขงบประมาณแค่ “1 ปี” และ กกต. ก็ปล่อยให้มีการนำตัวเลขที่มีบรรทัดฐานต่างกันมาเปรียบเทียบกันจนเกิดความสับสน ซึ่งเราสอบถามและทำตามคำแนะนำของ กกต. ทุกขั้นตอน แต่เหมือนว่าคำตอบที่แต่พรรคได้รับกลับนำไปสู่รายงานที่ต่างกัน
2.รายงาน “งบรวมทั้งโครงการ” ไม่ใช่แค่ “เงินที่ใช้เพิ่ม” ความจริงใจในการนำเสนอนโยบายของเราคือการระบุ “งบประมาณรวมทั้งโครงการ” ตัวอย่างเช่น เบี้ยผู้สูงอายุ เราเขียนตัวเลขส่ง กกต. ว่าใช้เงินรวม 4 ปีจำนวน 6.7 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้รวมงบเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 แสนล้านบาทไว้ด้วย (ปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท) หมายความว่าจริงๆ แล้วเราใช้งบเพิ่มขึ้นเพียง 2.7 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่เราเลือกที่จะแสดงข้อมูลภาระทางการคลังไว้ทั้งหมด
3.ในทุกโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เราเสนอนโยบาย เราได้ระบุเงินงบประมาณที่ใช้ และที่มาของงบประมาณทั้งหมด ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นบางพรรคเสนอโครงการยักษ์ระดับเมกะโปรเจกต์ ทั้งรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ หรือแลนด์บริดจ์ แต่ในรายงานที่ส่ง กกต. กลับ ไม่ปรากฏตัวเลขงบประมาณ แม้แต่บาทเดียว
4.สำหรับข้อสังเกตของ TDRI ที่เสนอสู่สาธารณะนั้น ตนขอบคุณความปรารถนาดีของ TDRI ที่วิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ แต่มีประเด็นสำคัญที่น่าจะเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือเรื่อง “นโยบายลดค่าไฟฟ้า โดยไม่ใช้ภาษี” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ TDRI ประเมินว่าต้องใช้เงิน 2.16 แสนล้านบาทเพื่อชดเชยส่วนต่างราคาไฟ
นายกรณ์ ระบุว่า ตนในฐานะคนร่วมออกแบบนโยบายนี้ ขอยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้เงินงบประมาณไปอุดหนุนแบบนั้น แต่เราใช้วิธี “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า” เพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน โดยเปิดเสรีให้ประชาชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างกันได้จริง และส่งเสริมการลงทุน Solar ทั่วประเทศ ลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแก๊สซึ่งเป็นไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง จาก 60% เหลือ 40% ,รับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจาก สปป. ลาว ในราคาที่ตํ่ากว่าราคาซื้อจากโรงไฟฟ้าก็าซในปัจจุบันอย่างมาก ,เปิดโอกาสให้ กฟผ. สามารถผลิตไฟฟ้าราคาถูกปลอดค่าความพร้อมจ่าย จากโรงไฟฟ้าเอกชนที่หมดสัญญากับรัฐ แทนที่จะปิดโรงไฟฟ้าตามแผนปัจจุบัน ,เจรจาแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อลดค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน , เพิ่มบทบาทของไทยในโครงการ ASEAN Power Grid โดยไทยจะเป็นคนกลางในการขายไฟฟ้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน สร้างรายได้เสริม จากค่าผ่านสายส่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)สู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ เป็นการบังคับให้ต้องซื้อไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำสุดไปในตัว
“ผมขอตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่ TDRI ชมบางพรรคว่า ยอมเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าอย่างแลนด์บริดจ์ ความจริงคือพรรคนั้น ยังใช้หาเสียงในพื้นที่ แต่แค่ไม่เขียนลงเอกสารส่ง กกต.เท่านั้น นี่คือหลุมพรางของการตรวจสอบที่มองเพียงเอกสารโดยไม่ดูข้อเท็จจริงในสนามปฏิบัติ ในฐานะผู้รับผิดชอบในการร่างนโยบาย ผมยืนยันว่าตัวเลขของประชาธิปัตย์คือ “ความจริงที่จับต้องได้” ไม่ใช่การอำพรางตัวเลขเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เพราะนั่นคืออนาคตของประเทศที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นการเมืองสุจริต”นายกรณ์ระบุ

