อภิสิทธิ์ หาเสียงย่านวัฒนา แจงงบนโยบาย ใช้น้อยกว่าปชน. ไม่เคยด้อยค่าภท. มีแต่ พิพัฒน์ โจมตีปชป.

4.02.26 | 10:54 น.

อภิสิทธิ์ หาเสียงย่านวัฒนา แจงงบนโยบาย ใช้น้อยกว่าปชน. ไม่เคยด้อยค่าภท. มีแต่ พิพัฒน์ โจมตีปชป.

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เวลา 07.00 น. ที่ตลาดแสงทิพย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ตลาดแสงทิพย์ เพื่อช่วยนายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 4 เขตคลองเตย เขตวัฒนา หมายเลข 1 หาเสียงกับพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าและสัญจรไปมา พร้อมยังได้รับฟังการสะท้อนปัญหาจากประชาชนด้วย ซึ่งเขตวัฒนา ถือเป็นเขตเลือกตั้งเก่าของนายอภิสิทธิ์ สมัยที่ลงสมัคร ส.ส.เขต และบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ และเรียกให้นายอภิสิทธิ์มาถ่ายภาพด้วย พร้อมยังมีประชาชนชื่นชมว่า ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค หล่อและดูดี ยืนยันว่าจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และเน้นย้ำให้นายอภิสิทธิ์ได้กลับมาช่วยชาติ

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการหาเสียงในเขตวัฒนา และคลองเตยในครั้งนี้ว่า ให้ความรู้สึกเหมือนการกลับมาบ้าน เพราะเป็นเขตเลือกตั้งเก่าที่ตนเคยผูกพัน และได้รับความไว้วางใจมาโดยตลอด ซึ่งในครั้งนี้ได้นำคนรุ่นใหม่อย่างนายพงศกร มาสานต่อเจตนารมณ์ในการรับใช้ประชาชน จึงหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างดี ส่วนเรื่องการทำโพลสำรวจนั้น ตอนนี้ 7 วันสุดท้ายแล้ว แต่ก็มีการเก็บข้อมูลอยู่เป็นระยะๆ

นายอภิสิทธิ์ยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์งบประมาณและกังวลต่อตัวเลขประมาณนโยบายของพรรคที่อาจก่องบสูงว่า ยืนยันว่า พรรคได้เสนองบตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด ดังนั้นการเปรียบเทียบงบประมาณระหว่างพรรคการเมืองจะต้องดูด้วย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนองบประมาณรวม 4 ปี และข้อมูลงบประมาณนโยบายของพรรค ที่นำเสนอต่อ กกต.นั้น เป็นงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี และหลายโครงการเป็นการต่อยอดจากงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จึงไม่ใช่การสร้างภาระทางการคลังอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ หรืออย่างกรณีค่าไฟนั้น พรรคไม่ได้เสนอใช้งบประมาณ จึงยืนยันว่าพรรคได้คำนวณถึงฐานรายได้งบ และการจัดเก็บภาษีของประเทศมาอย่างรอบคอบ จึงมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหา

เมื่อถามว่า การวิเคราะห์ของ TDRI จะทำให้มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่จริงแล้ว TDRI วิเคราะห์งบประมาณของทุกพรรคการเมือง ซึ่งตัวเลขงบประมาณไม่ได้ต่างกันมากนัก เช่น พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ แต่งบประมาณพรรคประชาชนอาจเสนอใช้งบประมาณมากกว่า แต่หลายพรรคการเมือง ก็ยังน่าสงสัย ที่เขียนโครงการแต่ไม่เขียนงบประมาณ ตนจึงอยากให้ กกต.ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้

Advertisement

ต่อข้อถามถึง กรณีที่พรรคภูมิใจไทยออกมาระบุ พร้อมลืมความแค้นในอดีต และพร้อมจับมือร่วมกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงท่าทีอย่างนั้นตลอด แต่กับมาปลุกระดมระหว่างการหาเสียงว่าไม่เลือกพรรคนั้น พรรคนี้ ซึ่งตนก็แปลกใจว่า ถ้าร่วมรัฐบาลกันได้แล้วจะพูดเช่นนี้ทำไม และตนเชื่อว่า ประชาชนจะเห็นว่า แต่ละพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจนเพียงไหนอย่างไร

ส่วนจุดยืนของพรรค จำเป็นจะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะต้องขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้ง และสิทธิการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคได้แสดงจุดยืน และนโยบายไปแล้ว หากคิดว่าเป็นประโยชน์ ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ หากไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ก็ต้องต่างคนต่างทำหน้าที่ในสภา

“ยืนยันว่า ยังไม่เคยได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะตนยังคงยุ่งอยู่กับการหาเสียง แต่ก็แปลกใจที่มีข่าวว่า นายอนุทิน ต่อว่าตนไปด้อยค่า ซึ่งไม่มี แต่นายอนุทิน ควรจะไปบอกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ ที่หาเสียงโจมตีพรรคประชาธิปัตย์” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนกรณีที่ กกต.เตรียมส่งรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีปัญหาขาดคุณสมบัติให้ศาลวินิจฉัยตัดสิทธิผู้สมัครกรณีขาดคุณสมบัติและลงรับสมัคร และหัวหน้าพรรคการเมืองอาจจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จนอาจทำให้การเลือกตั้งเกิดปัญหานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การตัดสิทธิเพราะขาดคุณสมบัติเป็นเรื่องปกติตามกฎหมาย จึงไม่น่ามีปัญหา และในการรับรองคุณสมบัตินั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ผู้สมัครรับรองตนเอง และได้ส่งข้อมูลผู้สมัครไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ แต่ก็ได้รับคำตอบบ้าง ไม่ได้คำตอบบ้าง ซึ่งพรรคได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว และได้ชี้แจงขั้นตอนต่างๆ ให้ กกต.ได้รับทราบแล้ว

เมื่อถามว่า กังวลต่อความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคหรือไม่ โอกาสที่จะส่งผลกระทบมาถึงพรรค นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการตรวจสอบแล้ว และได้ชี้แจงแนวทางการทำงานให้ กกต.ทราบอย่างละเอียดล่วงหน้า ไม่ได้เป็นการมาชี้แจงภายหลังเมื่อเกิดปัญหา

ส่วนการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย ในวันที่ 6 ก.พ. ที่ ONE Bangkok พรรคจะมีการปล่อยหมัดเด็ดอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคต้องการจะชี้ให้เห็นถึงทางเลือกของประชาชน และเมื่อถึงเวลาใกล้ติดสินใจ พรรคก็จะหยิบยกเรื่องสนใจมาสื่อสาร