สารวัตรโอ๊ต รับเคยกังวล อยู่อันดับ 50 ปาร์ตี้ลิสต์ปชน. แต่ตัดสินใจแล้ว ต้องสู้เพื่อเปลี่ยนองค์กรตร.
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตข้าราชการตำรวจ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลำดับที่ 50 ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบคำถามที่มีคนถามมาหลายคนว่า “ทำไมถึงเลือกเดินบนเส้นทางที่เสี่ยงขนาดนี้ ทั้งที่ลำดับผู้สมัครของคุณอยู่ไกลถึงลำดับที่ 50 ซึ่งมีคนคำนวณกันเล่น ๆ ว่าต้องใช้คะแนนเสียงมากถึงราว 20 ล้านเสียง”
ธีรวัตร์ บอกว่า ขอเรียนตามตรงว่า ในวันที่ทราบลำดับของตัวเองนั้น ผมยังไม่ได้ลาออกจากการเป็นตำรวจ และยอมรับว่าผมกังวลใจไม่น้อย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า อาชีพตำรวจมีเงินเดือน มีสวัสดิการ และมีความมั่นคง หากผมรับราชการต่อไปอีกประมาณ 7 ปี ผมก็จะได้รับบำนาญ หรือหากรับราชการจนเกษียณอายุราชการ ยศของผมย่อมไม่ต่ำกว่าพันตำรวจเอกอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลาของการตัดสินใจ ผมนอนไม่หลับอยู่หลายคืน เพราะนี่คือทางแยกสำคัญของชีวิต ผมไม่ได้ตัวคนเดียว แต่มีครอบครัวที่ต้องดูแล และเมื่อผมลาออกจากตำรวจ รายได้ประจำก็หายไปทันที
แม้หลายคนจะบอกว่า ลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว หากไม่สำเร็จก็สามารถกลับไปรับราชการได้ แต่ผมขอเรียนด้วยความสัตย์จริงว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ผมไม่คิดจะกลับไปเป็นตำรวจอีกแล้ว ดังนั้น เส้นทางของผมจึงเหลือเพียงสองทางคือ “ได้ทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลง” หรือ “ตกงาน”
ท้ายที่สุด ผมได้ตกผลึกกับตัวเองว่า การที่ผมตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะผมกระหายอยากเป็น ส.ส. แต่เป็นเพราะผมต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรตำรวจ ซึ่งเป็นองค์กรที่ผมรักและผูกพันมาตลอดชีวิต
และผมขอเรียนตามตรงว่า มีเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่มีเจตจำนงอย่างแท้จริงในการปฏิรูปตำรวจ คือ “พรรคประชาชน” หากผมไม่ได้เป็น ส.ส. แต่พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ผมเชื่อว่า “รัฐบาลประชาชน” จะรักษาสัญญา และดำเนินการตามนโยบายการปฏิรูปตำรวจที่ได้ให้ไว้ ซึ่งนโยบายดังกล่าว ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการร่างขึ้นมา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจลาออกจากตำรวจ และเข้ามาทำงานร่วมกับพรรค ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มกำลัง จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ ผมสัมผัสได้ถึง “ความหวัง” ไม่ใช่แค่จากประชาชนเท่านั้น แต่รวมถึงข้าราชการตำรวจจำนวนมากด้วย ที่เฝ้ารอให้การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นจริงเสียที
ประชาชนอยากเห็น “ตำรวจของประชาชน” และตำรวจเองก็อยากมีชีวิตและสวัสดิการที่เป็นธรรม
ผมไม่อาจรู้ได้ว่า หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ผมจะมีสถานะอย่างไรต่อไป แต่ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า หากพวกเรารวมพลังกัน เปลี่ยนความคาดหวังให้เป็นคะแนนเสียง ประเทศนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน และตัวผมเอง พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีเพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นในยุคของพวกเราและส่งต่อสังคมที่ดีกว่านี้ให้กับลูกหลานในอนาคต”
อดีตข้าราชการตำรวจ ทิ้งท้ายด้วยว่า ตำรวจไทยจะได้ไว้ผมทรงปกติแบบเขาเสียที


