ภท. ป้อง ศุภจี แจง 22 หน่วยงานไม่ใช่แค่ E-Doc โยนเพื่อไทยเซ็น MOU อัปยศ

6.02.26 | 14:27 น.

ภท. ป้อง ศุภจี แจง 22 หน่วยงานไม่ใช่แค่ E-Doc โยนเพื่อไทยเซ็น MOU อัปยศ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ อดีตเลขานุการ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ ระบุว่า ในฐานะอดีตเลขานุการ รมว.กระทรวง DE ขอชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่ท่านศุภจีสื่อสารไม่ได้ผิดอย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน เพราะท่านไม่ได้พูดถึงแค่เรื่อง e-Document แต่พูดถึง “บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อบูรณาการข้อมูลเป็นรัฐบาลดิจิทัล ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real time ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่เชื่อมโยงแล้ว 22 หน่วยงาน และสามารถยกเลิกการเรียกเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนได้จริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ผลจากการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้การจดทะเบียน “ม้านิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง” ลดลงอย่างชัดเจน หลังมาตรการมีผลใช้เมื่อ 1 มกราคม 2569 เหลือเพียง 1 บริษัท จากเดิมช่วง 1 มกราคม-30 กันยายน 2568 ที่มีถึง 478 บริษัท สะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีสามารถสกัดการนำม้านิติบุคคลไปใช้หลอกลวงประชาชนและภาคธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน ขอเรียนให้ชัดว่า ภารกิจเรื่อง e-Document ไม่ใช่กระทรวง DE กระทรวงเดียวที่ขับเคลื่อน มีฐานจากพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 (มีผลใช้ 10 มกราคม 2566) สมัยรัฐบาลลุงตู่และเป็นภารกิจต่อเนื่องของทุกรัฐบาล การยกระดับรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ควรถูกนำมาอ้างเป็นผลงานของใครเพียงฝ่ายเดียว โดยตัวเลขระบบ e-Office ล่าสุดจะแนบไว้ด้านล่างตามข้อมูลทางราชการ
ตอบคำถาม

มาถึงเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีดีอีไม่เซ็นเอกสารช่วงธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมาเป็นเรื่องจริงครึ่งเดียวค่ะ เพราะว่าเอกสารที่เป็น routine เฉพาะที่ท่านทราบรายละเอียดทั้งหมด ก็เซ็นตามปกติ ส่วนที่มาที่ไปของการเซ็นเอกสารที่ต้องปริ้นและนำมาลงนามข้างนอกนั่น

1)เพราะข้อมูลจากส่วนE-Document จะไม่เห็นต้นเรื่องทั้งหมดและความเห็นที่นำเสนอขึ้นมาจะไม่มีรายละเอียด การจะดำเนินการเซ็นเอกสารรัฐมนตรีจะต้องรอบคอบระมัดระวังเพื่อไม่ให้มีการผูกพันกับรัฐบาลหน้า

Advertisement

2) จากการตรวจสอบภายใน เชื่อมโยงต่อมาจากที่รัฐมนตรีท่านเก่า ลงนามทราบในการทำ MOU (ที่ถูกเรียกว่า MOU อัปยศ) ที่ทำกับกลุ่มทุนต่างชาติ ใช้ระยะเวลาอันสั้นมากแค่ 3 วัน ในการตรวจสอบรายละเอียดของ MOU และลงนามโดยมีรัฐมนตรีเป็นพยานมากกว่า 1 กระทรวง ทำให้รัฐมนตรีในรัฐบาลภูมิใจไทยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและยกเลิก เพราะการตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง และยังพบว่า มีพฤติการณ์ “เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุดและมีคำสั่งปิดข่าว” จะเซ็นอะไรในกระทรวงก็คงต้องมีความละเอียดรอบคอบหน่อย ไม่อย่างนั่นอาจเป็นเหตุให้โดน DSI ตรวจสอบเพราะเข้าข่ายทำความผิดต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้

สำหรับเรื่อง Cloud First Policy

1)ในนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้ายังไม่มีความชัดเจนและมีมติเมื่อ 1 กันยายน 2568 ให้ชะลอการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ ทำให้หลายหน่วยงานดำเนินการไม่ได้และงบประมาณล่าช้า รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงผ่อนปรนเบื้องต้นในปี 2569 เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อได้

2) ยังไม่มีความชัดเจนตามมติ ครม ของรัฐบาลเดิมในการเก็บชั้นความลับของข้อมูล ซึ่งโดยหลัก Data Center ของภาครัฐควรต้องอยู่ในประเทศไทย เพราะมีเรื่องของ Data Sovereignty จึงมีการให้กระทรวง DE และ DGA ไปหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้การใช้ทรัพยากร Cloud เกิดประโยชน์สูงสุด และมีราคาเหมาะสมที่สุด และที่สำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลของทางราชการ

แนะนำว่าอดีตรองเลขาธิการและอดีตที่ปรึกษาของท่านประเสริฐอาจจะลองขยายเวลาการทำงานให้ช้ากว่านี้หน่อยเพื่อความรอบคอบไม่ให้ชาติบ้านเมืองมีความเสี่ยงในการเสียประโยชน์ ดำเนินการตามระเบียบที่ต้องเอาเรื่องเข้าครม.ให้พิจารณาก่อนอาจจะดีกว่าทำงานแบบเร็วๆ แล้วมีผลกระทบระยะยาว และข้อมูลที่ออกสื่อควรครอบคลุมไม่ใช่มองแค่ข้อมูลจากด้านเดียวกระทรวงเดียวค่ะ
ข้อมูลแนบ

ตัวเลขปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดใช้งานระบบ e-Office แล้ว จำนวน 4,411 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 246,125 บัญชีผู้ใช้งาน และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดใช้งานระบบเพิ่มเติม จำนวน 2,169 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 1,716,107 บัญชีผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้นมีหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในกระบวนการใช้งานระบบ e-Office จำนวน 6,580 หน่วยงาน และมีบัญชีผู้ใช้งานรวม 1,962,232 บัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)