สาทิตย์ ชี้การเมืองไทยเละเทะ เพราะดีลลับ เปิดทางทุนเทา ยึดอำนาจรัฐ-อำนาจในสภา

6.02.26 | 21:05 น.

สาทิตย์ ชี้การเมืองไทยเละเทะ เพราะดีลลับ เปิดทางทุนเทา ยึดอำนาจรัฐ-อำนาจในสภา

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่วัน แบงคอก ฟอรั่ม ในเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามภารกิจ กล่าวว่า การประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งครั้งนี้ มีนัยยะทางการเมืองซ่อนอยู่ ใช้เหตุผลทางการเมืองล้วนๆ ทั้งที่ขณะนั้นกำลังเกิดวิกฤตมหาอุทกภัยในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รัฐบาลยังไม่ได้ออกมาตรการเยียวยาอย่างครบถ้วน และการยุบสภาเกิดขึ้นแบบที่สส.ไม่ทันตั้งตัว

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ประชาชนบอกว่าการเมืองของบ้านเราเละเทะ ย้อนไปดูที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ก่อนการเลือกตั้งมีการต่อสู้ทางการเมืองของ 2 ขั้ว โดยมี 3 พรรคการเมือง ซึ่งพรรคหนึ่งประกาศเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องด้วยความโกรธเกรี้ยว ซึ่งได้รับการขานรับจากประชาชนจำนวนมากที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยเขาคงไม่ทันได้นึกว่าการเปลี่ยนแปลงด้วยความโกรธเกรี้ยวนั้น จะส่งผลกระทบมากมายตามมา แต่อีก 2 พรรคเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในระบอบทักษิณ

ซึ่งช่วงเวลานั้นได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมากจากในหลายภาค ขณะที่อีกพรรค ซึ่งเกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจ และมีอินฟลูเอนเซอร์ นำเสนอการเลือกเชิงยุทธศาสตร์เหมือนกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าการเมืองเมื่อปี 2566 มีวาระแอบแฝง มีนัยยะซ่อนเร้น และเป็นการเมืองของดีลลับในวงการเมืองที่รู้กันว่าเขามีการวางตัวคนที่จะมาเป็นรัฐบาลไว้ก่อนรู้ผลการเลือกตั้ง ส่วนประชาชนคนนอกรู้เพียงข่าวซุบซิบ เมื่อการเลือกตั้งจบลง พรรคก้าวไกลได้จำนวนสส.มากเป็นอันดับ 1 และพรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับ 2 ทั้งคู่ประกาศจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล

แต่ไม่มีใครรู้ว่าการเมืองที่มีดีลลับซ่อนอยู่ ทำให้พรรคเพื่อไทยประกาศถอนตัว แล้วไปร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลไม่สามารถผ่านการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ก็เกิดเรื่องว่าได้กระทำผิดกฎหมาย และสิ่งที่ย้อนแย้งกับการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ คือ การที่พรรคการเมืองหนึ่งบอกว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจ อีกพรรคไม่เอาระบบที่ครอบงำ แต่ดีลลับทำให้เกิดการสลับขั้ว

Advertisement

แล้วทั้ง 2 ฝ่ายดังกล่าวมาจับมือตั้งรัฐบาลร่วมกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้หลายคนที่เคยตัดสินใจเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์เกิดคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น และผลจากดีลลับนี้ทำให้คนที่อยู่บ้านไกลได้กลับสู่กรุงเทพมหานคร แล้วทำให้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงต่อการเมือง ตัวนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่มีความหมาย และตัวคนกลับมานี้ก็ถือเป็นนักโทษหนีคดี แต่มีข้าราชการให้ความเคารพ

“เรื่องที่ลึกมากกว่านั้น คือรัฐบาลที่มาจากดีลลีบมีสิ่งสำคัญซ่อนอยู่และไม่เคยบอกประชาชนมาก่อน คือ 1.กฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนคอมเพล็กซ์มาโดยไม่เคยมีการประกาศล่วงหน้าในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งถูกผลักดันโดยบรรดาคนที่ทำดีลลับเพื่อให้นำมาซึ่งเงินตราจากกาสิโน และจากเรื่องอื่นๆ อีกทั้งยังมีเรื่องเกิดขึ้นอีกในรัฐบาลชุดถัดมา คือสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีการลงนามในเอ็มโอยูระหว่างนักธุรกิจต่างชาติ กับรมว.ดิจิทัลฯ รวมถึงมีสิ่งหลบกฎหมาย และนำไปสู่ธุรกิจผิดกฎหมายอีกหลายอย่าง รวมถึงมีสิ่งน่ากลัวกว่านั้น

คือรัฐบาลดีลลับมีเรื่องสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยบางคนที่มี่ตำแหน่งในรัฐบาลเกี่ยวพันกับบุคคลที่สภาสหรัฐอเมริกาใส่ชื่อในกฎหมายต่อต้านสแกมเมอร์ 2 คน แต่คนเหล่านี้มีชื่อและตำแหน่งในรัฐบาล ขณะที่สส.ในหลายพรรคทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนายทุนเทาที่เป็นเจ้าของพรรค ดังนั้น ดีลลับนี้จึงนอกจากนำคนบ้านไกลให้กลับมาแล้ว ยังเปิดประตูให้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาเข้ามากุมอำนาจรัฐและอำนาจในรัฐสภา ถือว่าน่ากลัวมาก”นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวว่า สุดท้ายเกิดเหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยทวงคืนเก้าอี้รมว.มหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย แล้วตามด้วยเกิดเรื่องของคลิปอังเคิล ซึ่งทำให้พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลโดยอ้างว่าเป็นเพราะคลิปอังเคิล ทั้งที่จริงแล้วเขาถอนตัวเพราะความขัดแย้งเรื่องตำแหน่งรมว.มหาดไทย แต่จากกรณีของคลิปอังเคิลแล้วเกิดเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้วทำให้นายกฯ ต้องออกจากตำแหน่ง จึงนำมาสู่การเกิดตำนานรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้น ที่มีคนบอกว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” จึงต้องถามว่า “เรา” คือใคร และ “เขา” คือใคร เพราะพวกคุณเคยจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันมาแล้ว

และไม่รู้ว่าพวกเขาเจรจากันอย่างไร ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยประกาศเป็นแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคประชาชนประกาศตัวว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยยินยอม เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เขาก็จะสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาล แล้วตัวเองเป็นฝ่ายค้าน แล้วนำไปสู่การเซ็นเอ็มโอเอ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายพรรคประชาชนเจอสอดไส้เรื่องอำนาจของ สว. ทำให้เดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรมนูญไปไม่รอด ถือว่าพรรคประชาชนโดนหลอกเต็มๆ ถูกหักหลัง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยตั้งใจสอดไส้เรื่องอำนาจของ สว.ในครั้งนั้น อาจเรียกได้ว่าเขาเตรียมตัวมาก่อนแล้วว่าต้องการให้ยุบสภา เพราะเห็นได้ชัดจากเนื้อหาพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร และพรรคภูมิใจไทยเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้วว่าต้องการเป็นรัฐบาลรักษาการที่จะทำให้กุมกลไกอำนาจต่างๆได้อย่างที่ทุกคนได้เห็นแล้ว อีกทั้งมีสิ่งที่ประชาชนต้องเห็น คือ มี สส.ย้ายพรรคมากที่สุด ย้ายไปรวมอยู่ในบางพรรค

อย่างไรก็ตามการยุบสภาที่เกิดขึ้นนี้ เป็นการทิ้งปัญหาเรื่องทุนสีเทา และสแกมเมอร์ให้ได้กุมอำนาจรัฐบาลและอำนาจในรัฐสภาต่อไป ดังนั้นการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ครั้งนี้ จึงได้สร้างมาตรฐานใหม่ คือ การไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม และการประกาศนโยบายต้องสร้างการเมืองสุจริต