ศุภจี ร่ายยาวทางแก้ปากท้อง-การค้า ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจภท.พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่

6.02.26 | 21:32 น.

“ศุภจี” ร่ายยาวทางแก้ปากท้อง-การค้า ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจภท. พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ ชี้ ทำงาน 3 เดือนยังขนาดนี้ แต่คนทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่ปี บอกไม่มีปัญหาการส่งออก

เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นปราศรัยย้ำว่า ตนไม่ใช่นักการเมือง แต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อคนไทยทุกคน ไม่มีใครในครอบครัวไม่มีเพื่อนคนไหน ไม่มีคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักบอกให้มาทำงานตรงนี้เลยแต่ตนก็ขอทุกคน เลยบอกว่า “แต๋มต้องมา” วันนี้ประเทศกำลังเผชิญมรสุมมากมาย ปัจจัยหลายอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้ตนรู้สึกเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ดังนั้น เราจึงต้องพยายามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา ในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ การต่างประเทศแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

ดังนั้น คงเห็นแล้วว่าทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว เรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบาก และท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ผ่านพ้น และไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสมีความหวัง

Advertisement

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างใน เพราะความขัดแย้งไม่ช่วยอะไร แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประมาณการการเติบโตไทยปีนี้ที่ 1.6% จากเสือตัวที่ 5 กลายเป็น “Sick Man of Asia” แบบนี้เราสามคนจะยอมได้หรือที่จะให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6% เรายอมไม่ได้ แต่ต้องรับรู้ว่าสภาพประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไร เราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่ตั้งใจทำสิ่งที่มีประโยชน์ และต่อยอดให้ทุกคนอยู่ได้เกิดการกระจายตัว ทำให้ต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ

ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ ต้องประสานความร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้น ทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติหรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติคนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.การเพิ่มกำลังการบริโภคภายในประเทศ (Consumption) ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน (Investment) เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

3.การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า (Government Spending) ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้น การใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้านบาท เอามาจากไหน

ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า ยังจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ดังนั้น ที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง 4.พาไทยแข่งขันบนเวทีโลกได้ (Export-Import) ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา

ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้น คือขายให้มากขึ้นแบบนี้ผิดด้วยหรือ เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3

ดังนั้น กลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่จะทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทย

“ตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อมย้ำว่า ในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหาผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า เมื่อปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้านล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านล้านบาท มากกว่าส่งออก แต่มันกระจุก เพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมดอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้น หน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมา และนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้

นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ดังนั้น เราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่ตนตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง