ชัยวุฒิ บอก ผิดคาดไม่มาก แค่ 3-4 เขต นัดประชุมผู้บริหาร ปิดช่องโหว่ ถกอดีตผู้สมัครสส.กทม.ใครอยู่ต่อ

9.02.26 | 13:39 น.

ชัยวุฒิ บอก ผิดคาดไม่มาก แค่ 3-4 เขต นัดประชุมผู้บริหาร ปิดช่องโหว่ ถกอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.ใครอยู่ต่อ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเลือกตั้งว่า จากที่ติดตามผลอย่างไม่เป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 10 เขต ได้แก่ นครศรีธรรมราช 4 เขต คือ นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 1 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 นางกนกพร เดชเดโช ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 4 และนายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 6

จังหวัดตรัง 2 เขต ได้แก่ นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 3 นายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 4 จังหวัดสงขลา 2 เขต ได้แก่ นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 2 และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 9 จังหวัดระยอง 1 เขต คือ นายพศิน ปิตุเตชะ ผู้สมัคร ส.ส.ระยอง เขต 3 และ จ.สุราษฎร์ธานี 1 เขต คือ นายสมชาติ ประดิษฐพร ผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 4 ขณะที่บัญชีรายชื่อคาดว่าจะได้ทั้งสิ้น 12 คน

เมื่อถามถึงกระแสการเลือกนายจูรี ให้ชนะแชมป์เก่าและคู่แข่งจากพรรคประชาชน นายชัยวุฒิกล่าวว่า เป็นการตอกย้ำของการสร้างการเมืองสุจริตที่พรรคประชาธิปัตย์ถือธงนำต่อต้านการซื้อเสียง และจากเขตดังกล่าวที่นายจูรี มาอันดับหนึ่ง และ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน มาอันดับสอง สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการเลือกตั้งเขตดังกล่าวไม่มีการใช้เงินซื้อเสียง และประชาชนในพื้นที่เลือกคนที่มั่นใจว่าเป็นคนดี เลือกลูกชาวบ้านอย่างนายจูรี ให้เข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน นอกจากนั้นแล้วในพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ที่หลายเขต ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูสี จึงเป็นแนวทางที่แสดงว่าประชาชนตื่นตัวกับการเมืองสุจริต

ต่อข้อถามว่าในหลายพื้นที่ที่มีกระแสข่าวเรื่องการทุจริตเลือกตั้งส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีข้อมูลที่จะยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ผู้แทนของพรรคไม่ได้แจ้งกลับมาอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามยอมรับว่ากรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคได้สร้างระบบการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เตรียมคนให้จับผิดผู้อื่น เพราะเราเชื่อมั่นในการหาเสียงสุจริต จึงไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ความผิดปกติเกิดขึ้น

Advertisement

เมื่อถามถึงการประเมินเลือกตั้งในพื้นที่ จ.ตาก นายชัยวุฒิกล่าวว่า เป็นไปตามที่คาดหมายว่าแชมป์เก่า เป็นอดีต ส.ส.ในพื้นที่จะได้รับเลือก เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นช้า เตรียมตัวในระยะเวลาที่สั้น ทำให้ไล่ไม่ทัน แต่คะแนนที่ประชาชนมอบให้พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นต้นทุนที่มากพอสมควร ดังนั้นต้องมีการทำงานในพื้นที่ต่อไปและทำในทุกพื้นที่ โดยในวันที่ 11 ก.พ. ตนจะนัดประชุม กก.บห.พรรคมาหารือ และพิจารณาทบทวนว่ามีช่องโหว่จุดไหน นอกจากนั้นแล้วในวันที่ 12 ก.พ. จะนัดอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคหารือร่วมกันในทิศทางการทำงาน ว่าผู้ใดจะอยู่ทำงานร่วมกับพรรคต่อไป อยากทำงานแบบไหน

“ผลเลือกตั้งที่ออกมานั้น ผิดความคาดหวังไปไม่มาก แค่ 3-4 เขตเท่านั้นที่ไม่ชนะ เช่น ตรัง เขต 1 และเขต 2 สมุทรสาคร สงขลา ซึ่งผลเลือกตั้งที่ออกมาต้องยอมรับ และจากนี้ไปต้องทบทวนการทำงาน ชักชวนคนที่พร้อมลุยต่อ เพื่อสร้างการเมืองสุจริตต่อไป ซึ่งผู้สมัคร ส.ส.กทม. หลายคนบอกว่าหลังการเลือกตั้งนี้คือจุดเริ่มต้น” นายชัยวุฒิกล่าว

เมื่อถามว่าสำหรับผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา ประเมินได้หรือไม่ว่าพรรคไหนจะจับมือตั้งรัฐบาลร่วมกัน นายชัยวุฒิกล่าวว่า ตนไม่กล้าประเมิน แต่เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยที่ได้มาเป็นอันดับหนึ่งสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้ง่าย หรือเลือกพรรคร่วมรัฐบาลได้ไม่ยากนัก สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเล็ก ไม่ควรเสนอแนะหรือก้าวก่าย

ต่อข้อถามว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิมหรือไม่ว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรม เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ยืนยันเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องพรรคกล้าธรรมเท่านั้น ยังมี 3 เงื่อนไข ได้แก่ ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ และสร้างความแตกแยกให้บ้านเมือง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า หากพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเกิน 300 เสียง อาจทำให้ฝ่ายค้านทำงานไม่ได้ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะพร้อมทำหน้าที่แทนชาวบ้านได้ แม้จะมีผู้แทนฯเพียงคนเดียว กรณีที่เป็นฝ่ายค้าน พรรคไม่กังวลต่อรัฐบาลที่มีเสียงเข้มแข็งในสภา เพราะตนมองว่าความมั่นคง เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายค้าน แต่อยู่ที่พฤติกรรมและการทำงานของรัฐบาล

“ความมั่นคงของเสียงรัฐบาลไม่ใช่ปัญหา เพราะฝ่ายค้านพร้อมทำงานในทุกรูปแบบ แต่หากประเมินโดยเทียบกับยุคสมัยที่รัฐบาลเข้มแข็งเกิน 300 เสียง ผมมองว่าปัจจุบันเงื่อนไขต่างกัน หากรัฐบาลปัจจุบันทำซ้ำรอยกับรัฐบาลที่มีปัญหาในอดีต ประชาชนจะเป็นผู้ส่งสัญญาณ ไม่ใช่พรรคการเมือง ดังนั้นความมั่นคงทางการเมืองขึ้นอยู่กับการบริหาร สนิมเกิดจากเนื้อใน ไม่ใช่ฝ่ายค้าน หากรัฐบาลจะพังอยู่ที่ตัวเขาเอง แต่รอบนี้ยังไม่เห็นว่าเขาจะทำงานดี หรือพัง ต้องรอดูพฤติกรรมและการทำงาน ส่วนปัญหาหรือสถานการณ์การเมืองต้องดูต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมีความพร้อมทำหน้าที่” นายชัยวุฒิกล่าว