เท้ง จี้กกต.เช็ก บัตรเสีย-บัตรเขย่งสูงผิดปกติ ตั้งทีมตรวจสอบคู่ขนาน จ่อถอดบทเรียนแพ้เลือกตั้ง

9.02.26 | 16:23 น.

‘ณัฐพงษ์’ แถลงอัพเดตผลเลือกตั้งในส่วนของพรรคประชาชน จี้ กกต.ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน บัตรเสีย-บัตรเขย่งสูงผิดปกติ ย้ำน้อมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมนำไปถอดบทเรียนและทำงานให้หนักขึ้น

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวผลการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบความผิดปกติของการนับคะแนนในหลายเขตว่า จากการติดตามข้อมูล ทั้งในส่วนของผลการเลือกตั้งที่มีการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องร้องเรียนหรือเหตุผิดปกติในการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนได้รับข้อมูลเข้ามาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจากทีมงานของพรรคที่ได้ประสานงานไปยังผู้สมัครในพื้นที่ พบว่าผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขตน่าจะได้อยู่ที่ 88 เขต และบัญชีรายชื่ออยู่ที่ประมาณ 30 กว่าที่ รอผลการเลือกตั้งที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่านี้ก็จะทราบอย่างแน่ชัดว่าจะได้ถึงลำดับที่เท่าไหร่

ในเรื่องของเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้ง ในภาพรวมพรรคประชาชนน้อมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ตนและพรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องทุกคะแนนเสียงของประชาชน

สำหรับการพบเหตุผิดปกติ เช่น ลำปางเขต 2 ที่มีบัตรเสีย 7,000 กว่าใบ ซึ่งส่วนต่างที่แพ้ชนะอยู่ที่ราว 2,000 คะแนน กรณีนี้จะมีการดำเนินการขอให้มีการนับคะแนนใหม่ อีกตัวอย่างคือขอนแก่น เขต 3 พบว่ามีกรณีที่แพ้ชนะกันแค่หลักร้อยคะแนนเท่านั้น แต่จำนวนบัตรเสียและบัตรเขย่งมีความผิดปกติค่อนข้างมาก ซึ่งผู้สมัครได้ดำเนินกระบวนการขอให้มีการนับคะแนนใหม่แล้วเช่นเดียวกัน

และยังมีความผิดปกติอื่น เช่น ของปทุมธานี ที่ กปน.มีการปิดห้องนับคะแนน แม้ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ได้ต่างมากนัก แต่การทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้เช่นกัน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่องว่า ยังมีอีกหลายกรณีที่อาจจะเอ่ยไม่หมด ซึ่งตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้งนายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรคและทีมผู้บริหารพรรคประชาชน เป็นหัวเรือในการตรวจสอบทุกกรณีเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่พบเหตุผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครของพรรคประชาชน สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ที่พรรคประชาชนโดยตรง รวมถึงช่องทางของภาคประชาสังคม เช่น vote62 ที่มีการเปิดเว็บไซต์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ที่เกิดเกี่ยวกับเหตุปกติในการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกับภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการดำเนินการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

Advertisement

ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีประชาชนบางส่วนที่รู้สึกผิดหวัง แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่าการทำงานการเมือง ตราบใดที่เรายังคงเชื่อมั่นในพลังเสียงของประชาชน ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศมีทางออก พรรคประชาชนและตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันวาระในประเด็นอื่นๆ ต่อไป ไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกท้อถอย อยากให้ทุกคนมีความหวังและมีส่วนร่วมกับการเมืองอย่างเต็มที่ต่อไป

เมื่อถามถึงจุดยืนในการจัดตั้งรัฐบาล นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จุดยืนของพรรคประชาชนยังเหมือนเดิม ยืนยันว่าให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ตราบใดที่พรรคภูมิใจไทยยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนก็เข้าไปร่วมรัฐบาลไม่ได้

ปัจจัยในการแพ้ชนะเลือกตั้งมีหลายอย่าง แน่นอนว่าการบริหารจัดการภายในพรรคและผู้สมัครก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนจะกลับมาทบทวน และสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำอยู่แล้วแน่นอนว่าคือการทำงานให้หนักขึ้น รู้ทันกลยุทธ์การเมืองของฝั่งตรงข้ามให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือในการเอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างดีมากขึ้น

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ก็พอทำให้เห็นภาพรวมในบางกรณี เช่น กรณีที่คู่แข่งบางเขตอาจมีการแบ่งหรือหลบเขตกัน หากมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 คะแนนผู้สมัครของพรรคประชาชนไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการทำหน้าที่ที่บกพร่องของผู้สมัคร แต่อยู่ที่บริบทในการต่อสู้ว่าคู่แข่งแข่งกันเองหรือมีการหลบเขตให้กันหรือไม่ ยืนยันอีกครั้งว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้ง พรรคประชาชนเคารพในเสียงของประชาชน และพร้อมกลับไปวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยอมรับว่าการจะเอาชนะการเลือกตั้งได้ นอกจากการเอาชนะทางความคิดในการปักธง เป็นพรรคหนึ่งในประเทศที่ประชาชนหลายคนยอมรับในเรื่องของวาระที่ก้าวหน้าที่พรรคประชาชนผลักดันมาตลอดแล้ว การทำงานเครือข่ายเชิงลึกในพื้นที่ การมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่านี้ จะเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักมากกว่านี้ แม้ในอดีตจะทำอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปถอดบทเรียน การทำงานในเชิงเครือข่ายในพื้นที่แบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์ในอดีต แต่เป็นวิธีการเข้าหาประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน