‘เครือข่าย ConforAll’ แฉ มี จนท.ส่วนกลางเข้าแก้คะแนนเลือกตั้งก่อนเผยสู่สาธารณะได้ ทำส่งผลต่อจำนวนที่นั่ง ส.ส. จี้ เปิดเผยคะแนนดิบ 100% ทั้งเลือกส.ส.-ประชามติ แนะ ว่าที่ส.ส.แก้กฎหมายให้ออกเสียงประชามติล่วงหน้า-นอกเขตได้
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่อาคารออฟฟิศไอลอว์ เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) และเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 นำโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมเครือข่าย ร่วมแถลงผลการทำประชามติ และกระบวนการนับคะแนนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดย นายยิ่งชีพ กล่าวว่า เรื่องการทำประชามติที่ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับเสร็จแล้วและมีการประกาศออกมา 94% โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบว่าเราต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรืออีกนัยหนึ่งคือเห็นว่าเราต้องออกจากระบอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญที่ประชาชนคนไทยได้ไปประกาศเจตจำนงผ่านคูหาการลงคะแนนว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นอยู่ เราต้องการมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของตัวเองในครั้งหน้า ไม่ได้อยากให้สิ่งที่คณะรัฐประหารเขียนไว้ครอบงำเราตลอดไปในประเทศนี้ ซึ่งสังเกตจากผลการลงคะแนนจะพบว่ามีคนเห็นชอบมากกว่าคนที่ไม่เห็นชอบเท่าตัว ทั้งนี้ หากมีการประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการแล้วคาดว่าจะมีผู้ที่เห็นชอบอยู่ประมาณ 20 ล้านคน ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาคใต้อาจจะดูว่าเสียงที่เห็นชอบมากกว่า แต่หากดูภาคใต้ทั้งภาครวมกันจะพบว่าคนใต้ส่วนใหญ่ยังเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือสรุปได้ว่าประชาชนทุกภาคในประเทศนี้เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเห็นว่าการเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง หรือเป็นสาวกพรรคการเมืองพรรคใดจึงจะต้องลงคะแนนเห็นชอบเท่านั้น แต่เป็นคนที่เลือกทุกพรรคการเมืองมาลงคะแนนให้ความเห็นชอบกับการทำประชามติ
นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 10 ล้านคนที่ไม่เห็นชอบ แต่เราก็ยินดีที่ทุกคนมาออกเสียงในครั้งนี้ ทั้งนี้ เมื่อเสียงเห็นชอบมากกว่าแล้วก็เดินหน้าไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยคำนึงว่ายังมีคนอีก 10 ล้านคนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่อง แต่ยังมีอีกหลายกระบวนการที่จัดให้ทุกคนร่วมกันตัดสินใจอีกเยอะ เชื่อว่าจะมีเห็นชอบอีกมากกว่า 20 ล้านคนแต่อาจจะติดปัญหาเรื่องของการรณรงค์เพราะมีเวลาค่อนข้างสั้น ทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ ทำให้มีผู้เสียสิทธิ์ในการลงประชามติไป 8 แสนคน นอกจากนี้ในวันที่ไปลงคะแนนประชามติเจ้าหน้าที่กรรมการไปประจำหน่วย (กปน.) ได้ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรหรือบางสถานที่อาจมีการบอกให้ไปลงคะแนนเห็นชอบด้วย

ด้าน นายชยพล ดโนทัย กล่าวว่า สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องการเลือกตั้งนั้น พบว่าปีนี้มีปัญหาอยู่ 5 ประการคือ 1.กปน.ไม่ได้ให้เซ็นชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ 2.นับคะแนนผิด 3.บัตรลงคะแนนมีจำนวนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ 4.เมื่อให้เจ้าหน้าที่นับคะแนนใหม่ บางหน่วยก็ยอมนับคะแนนใหม่ ขณะที่บางหน่วยกลับไม่ยอม และ 5.เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้มีการสังเกตการณ์และไม่ยอมให้มีการถ่ายภาพ
นายชยพล กล่าวต่อว่า โดยในกรณีที่มีบัตรลงคะแนนมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์นั้น เช่น จ.นครสวรรค์ เขต 1 จ.แพร่ เขต 2 และ จ.เชียงใหม่ เขต 1 โดยใน จ.นครสวรรค์ เขต 1 นั้นเมื่อรวมคะแนนของทุกพรรคแล้วจะได้คะแนน 89,280 คะแนน แต่จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่ที่ 86,040 คนเท่านั้น ต่างกันที่ 3,040 ใบ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานอาสาสมัครของเราที่รายงานเข้ามา
นายยิ่งชีพ กล่าวเสริมว่า เราพบว่ามีปัญหาที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิดคือฝนตก แต่อย่างไรก็ตามการรายงานผลก็ยังมีปัญหาคล้ายกับปี 62 เช่น เครื่องนับคะแนนขัดข้อง และระบบการรายงานคะแนนนั้น ไม่ใช่การรายงานคะแนนสด เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่หน้าหน่วย นับคะแนนเสร็จแล้วกรอกคะแนนเข้าไปในระบบเทคโนโลยี ก็จะถูกส่งไปที่ส่วนกลางก่อน แล้วส่วนกลางมีบุคคลมีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบตำแหน่ง แต่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลนั้น ก่อนที่รายงานนั้นจะถูกรายงานออกไปสู่สาธารณะ หลักฐานคือมีการปรับแก้คะแนน คือเมื่อคะแนนของบางพรรคการเมืองที่รายงานออกไปแล้ว แต่ตอนหลังกลับมีการถูกปรับลดลง หรือขณะที่คะแนนค้างอยู่ไม่ถูกรายงานเลยเราก็ไม่ทราบว่ามีส่วนกลางเข้าไปทำอะไรบ้างหรือไม่ ถือเป็นปัญหาเรื่องของความโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามไปตรวจสอบดูว่าความผิดปกติของคะแนนนั้น ส่งผลต่อที่นั่งของ สส.หรือไม่อย่างไร แต่ความผิดพลาดในระดับนี้คงไม่ถึงกับเปลี่ยนแปลงเก้าอี้ที่นั่งของพรรคที่ได้อันดับหนึ่ง เนื่องจากพรรคที่ได้อันดับหนึ่งได้มากกว่าพรรคที่ได้อันดับสองมากอยู่ ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงที่นั่งบ้าง อาจจะเป็นหลักหน่วยที่นั่ง คงไม่ถึงกับเปลี่ยนแปลงที่นั่งว่าใครได้มากที่สุด
ขณะที่ นายณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวว่า สำหรับการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. และการทำประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีความตั้งใจที่จะทำให้ประชาชนทำสองอย่างภายในวันเดียวกันเพื่อความสะดวกและหวังว่าประชาชนจะออกมาเลือกตั้งและทำประชามติมีจำนวนมากขึ้น แต่ในส่วนของข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางคูหาแยกออกจากกัน ส่งผลให้คะแนนประชามติมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งถือว่าไม่ตรงกับความตั้งใจที่จะให้มีการทำประชามติตรงกับวันเลือกตั้ง ฉะนั้น จึงอยากให้เป็นเรื่องที่มีการกวดขันมากกว่า ทั้งนี้ พวกเราขอเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยคะแนนดิบ 100% รายหน่วยและทุกเขตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะขณะนี้ผ่านมาแล้วมากกว่า 24 ชั่วโมงหลังจากปิดหีบนับคะแนนเสียงเลือกตั้งและประชามติ
ฟาก น.ส.เกวลิน ถนอมทอง กล่าวว่า จากปัญหาที่พบในการเลือกตั้งและทางประชามติครั้งนี้ในหลายๆ อย่าง พวกเราจึงมีข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงกติกาในอนาคต คือ ขอเรียกร้องให้ว่าที่ ส.ส. และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขให้สามารถออกเสียงประชามตินอกเขตก่อนออกเสียงได้เช่นเดียวกับการเลือกตั้งส.ส. รวมทั้งการเปิดให้มีการออกเสียงประชามตินอกเขตในจังหวัดเดียวกับที่อยู่ได้ สามารถขยายวันลงทะเบียนได้หากเกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัย
น.ส.เกวลิน กล่าวต่อว่า การเปิดช่องให้ประชาชนสามารถรับบัตรออกเสียงประชามติพร้อมกับบัตรลงคะแนนเลือกตั้งส.ส.ทั้งสองใบ ในกรณีที่มีการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งสอสอหรือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร และเปิดเผยการออกเสียงประชามติในเว็บไซต์ กกต.จังหวัด เป็นต้น
ด้าน น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำโดยประชาชนนั้น ภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำแล้ว เราหวังว่าทั้งรัฐบาลและพรรคการเมืองจะเริ่มเดินหน้าช่วยกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่จะเปิดให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 100% เท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องเปิดกว้างในการวางกรอบเนื้อหาและเปิดทางให้ประชาชนได้เป็นคนตัดสินใจเองว่าจะรับหรือไม่รับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่ต้องมารอคอยการอนุญาตจากวุฒิสภาเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


