เสกสิทธิ์ ปชน. ยกโมเดล อินโดนีเซีย ปัญหากกต.ไทย คือขาดกลไกถ่วงดุลในกม. จำเป็นต้องแก้รธน.

10.02.26 | 19:16 น.

เสกสิทธิ์ ปชน. ยกโมเดล อินโดนีเซีย ปัญหากกต.ไทย คือขาดกลไกถ่วงดุลในกม. จำเป็นต้องแก้รธน.

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ว่าที่ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก สกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ – Seksit Yaemsanguansak ระบุว่า “ปัญหารากฐานของ กกต. ไทย คือการขาดกลไกถ่วงดุลการทำงานของ กกต. ในตัวบทกฎหมาย

แม้ว่า กกต. จะได้ชื่อว่าเป็น ‘องค์กรอิสระ’ ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จนเราอาจเข้าใจไปว่า ความเป็นอิสระทึ่ท่วมท้นของ กกต. ในประเทศไทยเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริงมีหลายกรณีที่มีการออกแบบและบรรจุกลไกเพื่อถ่วงดุลการทำงานของ กกต. ไว้ในตัวบทกฎหมาย ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา

ในอินโดนีเซีย มี ‘Bawaslu’ หรือ คณะกรรมการกำกับดูแลการเลือกตั้งทั่วไป ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของ กกต. เป็นเหมือนองค์กรคู่ขนานในการสอดส่ององค์กรจัดการเลือกตั้ง เพื่อเฝ้าดูว่า กกต. ทำงานโปร่งใสหรือไม่ ตั้งแต่การลงทะเบียนผู้มีสิทธิไปจนถึงการนับคะแนน หากมีการทุจริตหรือการใช้อำนาจมิชอบ Bawaslu มีอำนาจสอบสวนและชี้ขาดในข้อพิพาทเบื้องต้น เช่น สั่งระงับกระบวนการบางอย่างของ กกต. ที่ผิดปกติ

ในบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนีย และ โคโรลาโด ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเพื่อเสนอให้จัดการเลือกตั้งถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งได้ หากสามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และหากผลการลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ถอดถอน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2540 ยังเคยกำหนดกลไกการตรวจสอบโดยภาคประชาชน โดยอนุญาตให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน สามารถเข้าชื่อร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาซึ่งในขณะนั้นมาจากการเลือกตั้ง พิจารณามีมติถอดถอน กกต. ออกจากตำแหน่งได้

Advertisement

ท้ายที่สุด หากเราต้องการแก้ไขปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต. อย่างยั่งยืน ลำพังเพียงการตรวจสอบเป็นรายกรณีอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องเขียนเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อจัดวางโครงสร้างความสัมพันธ์และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล กกต. ให้ยึดโยงกับประชาชนและตรวจสอบได้จริงเท่านั้น”