อ.รัฐศาสตร์น้ำตาจะไหล คนไทยตื่นรู้ ‘เฝ้าหีบ’ ตื้นตันใจ ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม – ย้ำ กกต. ธรรมนัสพูดถูก ถ้าบริสุทธิ์ใจ ปชช.พร้อมช่วย ‘นับใหม่’ เพื่อความสง่า
สืบเนื่องกรณี การเลือกตั้ง ปี 2569 ซึ่งผลคะแนนที่ออกมานำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการนับคะแนนใหม่ พร้อมติดแฮชแท็ก #นับใหม่ทั้งประเทศ โดยประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยถึงความผิดปกติในกระบวนการนับคะแนนของ โดยเฉพาะกรณีจังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันยังมีประชาชนจำนวนมากปักหลักติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรอคำชี้แจงจาก กกต. ว่าจะมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่หรือไม่ ภายหลัง กกต. ขอเวลา 2 วันในการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน นั้น
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ดร.เพียงกมล มานะรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ โดยระบุว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้จาก #นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ สะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจในการปฎิบัติหน้าที่ของ กกต. เพราะถ้าหากปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จะไม่มีกรณีนี้เกิดขึ้น
“อีกอย่างคือ ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นมาจากอะไร? เพราะมีความไม่โปร่งใสในหลายเขต เช่น บางเขตคะแนนมากกว่าผู้ที่มาใช้สิทธิ อย่างภาคอีสานที่ ‘สุรินทร์ เขต 8’ คะแนนเมื่อเวลา 15.00 น. อยู่ที่ 51,000 คะแนน แต่ถัดมาอีกนาทีเดียว 49,000 คะแนน มันขึ้นลงขึ้นลงแบบแปลกๆ หรืออย่าง ‘อุบลราชธานี เขต 6’ คะแนนไม่ขึ้น แต่ว่าประกาศไปแล้ว มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ กกต.กลับไม่ยอมให้ตรวจสอบ”
ดร.เพียงกมล ชี้ว่า จุดที่ชัดเจนที่สุดคือ ‘ชลบุรี เขต 1’ พบว่าใบที่นับคะแนนอยู่ในถังขยะ ทั้งที่ทุกอย่างควรจะเป็นความลับอยู่ตรงนั้น จนทำให้ประชาชนซึ่งคลางแคลงใจอยู่แล้วในการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ยิ่งเกิดความไม่เชื่อมั่น
“พอเกิดข้อสงสัย แทนที่จะยอมให้ประชาชนตรวจสอบหรือว่านับคะแนนใหม่ เหมือนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เมื่อนับคะแนนใหม่ ผลก็แทบไม่คลาดเคลื่อน ต่างกัน 1-2 คะแนน แต่ความไว้วางใจมันกลับมา ดังนั้นถ้าบริสุทธิ์ใจจริง อยากให้ทำ ประชาชนพร้อมนับใหม่อยู่แล้ว” ดร.เพียงกมล ระบุ
เมื่อถามถึงคำอธิบายของ กกต. หลังออกมาแถลงใหญ่?
ดร.เพียงกมลกล่าวว่า จากคำอธิบายของ กกต.ถ้ามองในมุมนักวิชาการ ก็ต้องบอกว่าฟังไม่ค่อยจะขึ้น เต็มไปด้วยข้อความทางกฎหมายระเบียบ เข้าใจว่า กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งสำคัญที่สุดคือ จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพราะฉะนั้นต้องทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เมื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ผู้เป็นเจ้าของคะแนน ขอให้ตรวจสอบ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำไม่ใช่หรือ?
“ถามว่าควรนับใหม่ทั้งประเทศเกิดหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เอาเฉพาะเขตที่คลางแคลงใจดีกว่า ไม่ถึงขนาดว่าประชาชนไม่ไว้ใจ กกต. 100% แค่คลางแคลงใจบางเขต ที่มันมีข้อสงสัย มีคำถามเกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ กกต.ไม่มีเครดิตในสายตาประชาชนมากขึ้น คือการไม่ยอมรับความผิดพลาด และไม่ยอมทำตามที่ประชาชนขอตรวจสอบ” ดร.เพียงกมล ชี้
ส่วนแอ๊กชั่นของผู้สมัคร อย่าง คุณธรรมนัส พรหมเผ่า หรือพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาบอกว่า พร้อมนับใหม่นั้น
ดร.เพียงกมล กล่าวว่า อันนี้ต้องยอมรับว่า คุณธรรมนัส กับบางท่านที่บอกว่า นับใหม่ก็นับใหม่ ถือว่าถูกต้อง เพราะว่าการที่คุณจะเป็นผู้แทนอย่างสง่างาม มันมีเรื่องความชอบธรรมอยู่ ดังนั้นการจะได้มาซึ่งความชอบธรรม การได้รับเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม Free and Fair มันก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไขความชอบธรรมอยู่แล้ว
“ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้แทนอย่างมีความชอบธรรมจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ถ้ามีการนับใหม่ ถ้าเกิดคุณกลัว คุณก็เอาตัวแทนสังเกตการณ์ไปด้วยก็ได้” ดร.เพียงกมล ย้ำ
เมื่อถามต่อว่า มองปรากฏการณ์ครั้งนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว กลายเป็นม็อบเหมือนปี 2563 ที่ตอนนั้นอนาคตใหม่ ถูกยุบ สุดท้ายกลายเป็นม็อบจากที่ม็อบเล็กๆ กลายเป็นทั้งประเทศ ด้วยสถานการณ์และบริบท มีความเป็นไปได้หรือไม่ ?
ดร.เพียงกมลเผยว่า ส่วนตัวมองว่าอาจจะเกิดเป็นม็อบ แต่ไม่ใหญ่ขนาดนั้น มันกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปแล้ว แต่ว่าอาจจะไม่ลุกลามเป็นม็อบทั้งประเทศ เพราะความไม่พอใจ ความไม่เชื่อใจ ความไม่ไว้วางใจกับพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่ไม่รู้จะเป็นรัฐบาลหรือเปล่า ถ้าพรรคที่ไม่ยอมให้ตรวจสอบและเป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาล ก็อาจจะเกิดความไม่เชื่อมั่นกับประชาชน
ดร.เพียงกมล ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งสะท้อน ตอกย้ำจุดอ่อนขององค์กรอิสระ ซึ่งเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ (รธน.) ปี 2560 ที่พวกเรารณรงค์ว่าให้เห็นชอบในการแก้ไข เพราะหนึ่งในข้อเสียของ รธน.ฉบับนี้ คือการเอาความยึดโยงของประชาชนออกจากองค์กรอิสระ ผู้คุมกติกาในองค์กรอิสระทั้งหลายแทบไม่ได้มาจากประชาชน อีกทั้งยังไม่สามารถตรวจสอบได้ เหมือน รธน.ปี 2540 หรือ 2550 ที่พอจะตรวจสอบได้ ดังนั้นแน่นอนว่าเมื่อกฎหมายไม่ยึดโยงกับประชาชน เขาอยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องแคร์ประชาชน
เมื่อถามถึงความเห็นต่อวิวาทะ พอชนะขึ้นมาไม่มีปัญหา พออีกฝ่ายชนะขึ้นมามีปัญหา?
ดร.เพียงกมล กล่าวว่า ไม่ว่าฝ่ายไหน ที่สงสัยในผลการนับคะแนน ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้เสมอ เพราะเป็นเรื่องของหลักการ แต่อย่าลืมว่าคนตั้งคำถามในที่นี้ไม่ใช่ผู้สมัคร แต่คือ ‘ประชาชนเจ้าของอำนาจ’ เจ้าของคะแนนเสียงที่เขาเสียตังค์ค่ารถ ค่าเครื่องบิน ค่าสารพัดไปเลือกตั้ง ดังนั้นเขามีสิทธิเต็มที่ที่จะเรียกร้อง แม้มีคนเรียกร้องเพียงคนเดียว ก็ควรจะต้องตอบสนอง
ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ของการที่ให้นับใหม่ แต่เป็นปรากฏการณ์ของการตื่นรู้ พลเมืองตื่นรู้ แอ็คชั่นเต็มที่ในการรักษาสิทธิ ที่ไปนอนเฝ้า มองอย่างไรบ้าง?

ดร.เพียงกมลเผยว่า ถ้าเป็นในมุมอาจารย์ทางรัฐศาสตร์ พวกเราน้ำตาไหล ตื้นตันกันมาก เพราะว่านั่นคือสิ่งที่เรากำลังสอนนักศึกษา พยายามจะให้ความรู้กับสังคม
“การเป็นพลเมืองไม่ใช่เลือกตั้งแล้วจบ แต่ก่อนหน้านั้น ระหว่างเลือกตั้ง หรือหลังเลือกตั้ง สำคัญกว่าช่วงเลือกตั้งอีก อันนี้เป็นเครื่องแสดงออกให้เห็นว่า ‘ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมแล้ว’ อาจจะไม่ได้เห็นคนลุกขึ้นมา มีม็อบทุกอาทิตย์เหมือนเกาหลีใต้ แต่ไม่ใช่ว่าคนจะไม่จับตามองผู้แทนของตัวเอง เพียงแต่เราจะพูดหรือไม่พูด และเมื่อไหร่ที่มีอะไรไปสะกิดสักนิด เขาก็พร้อมจะออกมา” ดร.เพียงกมลกล่าว
มองว่าเหตุใดคุณแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และ 7 เสือ กกต. จึงไม่ออกมารับหน้า?
ดร.เพียงกมล เผยว่า ส่วนตัวก็ตั้งคำถามเช่นเดียวกัน ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เลขาธิการกกต. ออกมาแถลงข่าว รับแรงปะทะอยู่คนเดียว
“คนที่มีอำนาจจริงๆ ทำไมไม่ออกมาตอบคำถาม เพราะถึงแม้จะอ้างว่าไม่มีระเบียบ แต่ยังไม่จบการเลือกตั้งแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่ทำงานราชการอยู่ จะรู้ว่าถึงแม้มีระเบียบ แต่ถ้าเราจะทำจริงๆ มันมีระเบียบที่ยกเว้นไว้ในกรณีพิเศษ เพื่อการทำงานที่คล่องตัว” ดร.เพียงกมลกล่าว
ในระยะเฉพาะหน้า กกต.ควรจะมีแนวทางแก้ปัญหา หรือวิกฤตของกกต.เองอย่างไร ?
ดร.เพียงกมลกล่าวว่า ในระยะเฉพาะหน้า ขอเพียงประชาชนเรียกร้องอะไร กกต.ก็ทำตาม เพียงเท่านั้นเอง เพราะประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ หรือให้ไปทำอะไรที่มากมาย
“ถ้า กกต.บอกว่าไม่มีงบประมาณจ้างคนมานับ ก็มีอาสาสมัครมากมายที่พร้อมจะเข้ามาช่วยตรงนี้ ที่มีความเป็นกลาง อย่างน้อยมหาวิทยาลัย คนจากในกระทรวง อว. ก็พร้อม ถ้าขอมากันจริงๆ ก็ได้อยู่แล้ว”
เหตุการณ์ครั้งนี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสกปรก พ.ศ.2500 ถึงเวลาที่ กกต.หรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาทบทวนตนเองอย่างหนัก หรือไม่ ?
ดร.เพียงกมลกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า ตอนนี้ส่วนราชการหลายส่วนปรับตัวแล้ว อะไรที่ประชาชนเรียกร้อง เขาก็ตอบสนอง หลายๆ หน่วยก็เปลี่ยนไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่า กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ที่น่าจะปรับตนเองได้ง่ายด้วยความเป็นอิสระ มีกฎระเบียบเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เข้าใจเหตุผลเหมือนกันว่าทำไม และอยากรู้เหตุผลเช่นกัน
“อยากให้ท่านทั้ง 7 ท่านช่วยออกมาชี้แจงหน่อยว่า ทำไม เพราะอะไร? ด้วยตัวท่านเอง ไม่ใช่ให้เราต้องมานั่งเดา” ดร.เพียงกมลกล่าว
เมื่อถามต่อว่า ส่วนตัวมองฉากทัศน์ของการเมืองไทย ต่อจากนี้อย่างไร?
ดร.เพียงกมลกล่าวว่า ฉากทัศน์ของการเมือง น่าจะมีเสถียรภาพระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยมีพรรคหลัก คือ พรรคภูมิใจไทย ได้เสียงข้างมาก 190 กว่าเสียง ซึ่งถือว่าเยอะมาก ในทางคณิตศาสตร์ทางการเมือง อำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลแทบจะอยู่ที่ภูมิใจไทยอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าถามว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพไหม? ก็น่าจะมีเสถียรภาพมากกว่า ‘รัฐบาลแพทองธาร’ ในระดับหนึ่ง
“ทุกคนรู้ว่า 190 กว่าเสียง มันสามารถตั้งรัฐบาลได้อยู่แล้ว เพียงแต่คุณจะบวกพรรคอะไร เชื่อว่ายังมีพรรคหลายพรรคพร้อมจะบวกกับภูมิใจไทยอยู่แล้ว ถ้าไม่พลิก เพื่อไทยน่าจะรวมกับภูมิใจไทย” ดร.เพียงกมล ชี้
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงปรากฏการณ์ของการ ‘กาเห็นชอบ’ ทั้งประเทศ ยกเว้นภาคใต้ และบางจังหวัดเท่านั้น คิดเห็นอย่างไร?
ดร.เพียงกมลกล่าวว่า อันดับแรกคือ สะท้อนถึงความสำเร็จในสื่อสารให้คน ‘กาเห็นชอบ’ ซึ่งมีการรณรงค์อย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียอะไร ประการที่สอง คือเราทุกคนที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้รู้แล้วว่า เราล้วนได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญไม่มากก็น้อย
โดยหลักก็มี iLaw ที่รณรงค์ แต่ว่าเรื่องนี้คนทุกภาคส่วนร่วมกันจริงๆ จากปกติคนไทยเราตื่นตัวเรื่องปากท้อง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกเราเรื่อง ‘จริยธรรม’
“แบบไหนคือจริยธรรม เมื่อใครจะหยิบไปฟ้องใครก็ได้ จริยธรรมจริงๆ Code of Conduct จะต้องมีระดับ มีการตราไว้ แต่ของเรามันเปิดกว้างมาก ใครไปฟ้องใครก็ได้ ในที่สุดก็นำไปสู่การ ‘ไม่มีเสถียรภาพ’
พอรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ สุดท้ายนโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลต่อปากท้อง ระบบเศรษฐกิจ แม้กระทั่งความมั่นคง ก็กระทบหมด คิดว่าเราทุกคนก็ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้วไม่มากก็น้อย แล้วยิ่งถ้าเกิดคนรณรงค์ แล้วหยิบตรงนี้มาให้ประชาชนเห็นชัดเจนมากขึ้น ก็จะรู้เลยว่าเราได้รับผลกระทบจริงๆ” ดร.เพียงกมลกล่าว

