เฟิร์น-ฝน-เจ๊ตอง-เจษฎา สู้กลับ บุกโรงพักพร้อมทนาย ดำเนินคดี ผอ.กกต.เขต 1 ชลบุรี

12.02.26 | 16:50 น.

เฟิร์น-ฝน-เจ๊ตอง-เจษฎา พร้อมทนาย แจ้งความกลับ ผอ.กกต.เขต1 ชลบุรี รี โวยพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความ ตํารวจชี้แจงเป็นเหตุเข้าใจผิด ล่าสุดรับแจ้งแล้ว

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สภ.เมืองชลบุรี ภายหลังหลังจากที่มวลชนทั้ง 4 คน เดินทางพร้อมทนายความประจำศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชน เพื่อเข้าแจ้งความกับ ผอ.กกต.เขต 1 จ.ชลบุรี ในข้อหาแจ้งความเท็จ ซึ่งระหว่างการเข้าไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ได้ยินเสียงการโต้เถียงกันภายในห้องพนักงานสอบสวน หลังจากนั้นมวลชนได้เดินออกมาจากห้องแผนกสอบสวน


นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความสิทธิมนุษยชน และประชาชนเดินออกมาพร้อมกัน เปิดเผยว่า วันนี้ได้เข้ามาติดต่อกับรองผู้กำกับที่กำกับงานสอบสวน ได้รับแจ้งว่าผู้เสียหายเหล่านี้จะแจ้งความดำเนินคดี แต่คณะกรรมการจังหวัดได้มีการประชุมว่าต้องสอบปากคำก่อนทีละคน ไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาเสร็จสิ้นตอนไหน

ขณะเดียวกัน เมื่อวานที่ กกต.มาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีไม่ต้องมีการสอบปากคำ สามารถดำเนินคดีได้เลย แต่ประชาชนจะแจ้งความบอกว่าต้องสอบปากคำก่อน ซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร แล้วมวลชนต่างก็มีเวลาจำกัดที่จะต้องกลับไปติดตามกระบวนการนับคะแนน

Advertisement

หากตามระเบียบและโดยทั่วไปแล้วตามกฎหมายไม่ได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำเพิ่ม เพียงแค่สอบถามพูดคุยข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเพื่อที่จะดำเนินคดี เรื่องอะไรก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ แต่ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าต้องมีการสอบปากคำ

น.ส.มนัสนนัทน์ กรเกษม หรือเจ๊ตอง ยืนยันว่า ปกติถ้ามาแจ้งความเราไม่จำเป็นต้องสอบปากคำ เพราะที่มาทุกครั้งสามารถแจ้งความได้เลย และเจ้าหน้าที่จะบันทึกประจำวัน แต่ที่นี่ไม่ใช่ เพราะมีกฎหมายออกมาเมื่อเช้านี้ ถ้ากลุ่มมวลชนมาแจ้งความร้องทุกข์จะต้องถูกการสอบปากคำก่อนรายบุคคลเป็นกรณีพิเศษ

“อยากว่าอะไรคือบรรทัดฐาน ประชาชนเหรอ ประชาชนต้องอยู่เบี้ยล่างของกฎหมายหรือไง” เจ๊ตองกล่าว

น.ส.กนกวรรณ สร้อยสม หรือเฟิร์น กล่าวเสริมว่า ขอพูดเพิ่มเติมเผื่อคนที่เป็นหัวหน้าระดับสูงกว่ามีการได้รับแจ้งว่าไม่ประสงค์ที่จะให้การสอบสวน เรื่องนั้นยืนยันว่าไม่จริง เพราะเราให้มีการสืบสวนสอบสวนเพียงแต่ว่า ขอแจ้งความดำเนินคดีในส่วนที่เราถูกแจ้งความเท็จก่อน ส่วนจะสืบสอบอะไร ก็สามารถทำในขั้นตอนต่อไปได้เลยโดยการที่จะสอบปากคำทั้งหมดนั้นจะใช้ระยะเวลานานมาก และเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเพิ่งมีการนโยบายประชุมกันวันนี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตํารวจได้เปิดเผยสั้นๆ เกี่ยวกับกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความทีแรกว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน คิดว่าเป็นการแจ้ง ม.157 ซึ่งต้องมีการสอบสวนก่อน แต่เมื่อเป็นฐานแจ็งความเท็จสามารถแจ้งได้ทันที ล่าสุดรับแจ้งความแล้ว อยู่ระหว่างดําเนินการตามขั้นตอน

ด้านนายนรเศรษฐ์เปิดเผยหลังพาทั้ง 4 เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองชลบุรี โดยให้ดำเนินคดีกับนายประยูร วัฒนศิริบรรจง ผู้อำนวยการเขตการเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ในข้อหาแจ้งความเท็จ และแจ้งความเท็จเพื่อให้บุคคลอื่นได้รับโทษทางอาญา เพราะว่าพฤติการณ์มีการกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทำความผิด มีทั้งข้อหาเรื่องขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นทำให้ได้รับความเสียหาย วันนี้จึงมาแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ

พร้อมกันนี้ ยังได้ร้องขอให้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเก็บภาพบันทึกกล้องวงจรปิดตั้งแต่วันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันว่าบุคคลที่เป็นผู้เสียหายและถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา เพราะภาพวงจรปิดที่บันทึกไว้จะเห็นพฤติการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้น

หลังจากนั้นจะนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี เบื้องต้นพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการเรียกสอบปากคำแต่อย่างใด

น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หรือสาวเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีกระแสโซเซียลชี้ว่าเป็นนักศึกษาทำไมหน้าแก่ว่า ตนงไม่ใช่นักศึกษา อายุ 30 ปีแล้ว ขณะนี้ยังโดนบูลลี่ว่าตอนนี้หน้าแก่อีก อยากท้าคนที่มาบูลลี่ ล้างหน้าแล้วมาดูกันว่าใครจะแก่กว่าใคร