ศิธา ชี้งานช้าง บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจโยงถึงบุคคล ส่อผิดรธน. ยกกรณีปี’49 เป็นโมฆะ
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย (ทรท.) และอดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) แสดงทรรศนะกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ กังวลว่าอาจทำผิดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่กำหนดให้ “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” พร้อมยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้งหันผิดทิศทาง
น.ต.ศิธาระบุว่า
ถ้าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ กกต.ชี้แจง แสดงว่า กกต.รับรู้รับทราบในการจัดทำบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง แต่ละใบแบบนี้
เหตุผลที่ กกต.ชี้แจงคือ การทำบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งทุกใบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ล็อตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่าพิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน โดยยืนยันว่าเป็นมาตรการในการควบคุมบัตรเลือกตั้งของ กกต.
อีกนัยหนึ่งแปลว่า กกต.ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำบาร์โค้ดนี้ มีไว้เพื่อให้มีการสแกนบาร์โค้ดอ่านข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในภายหลังได้
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”
พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 96 กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”
กรณีนี้จึงต้องดูว่า บาร์โค้ดของหน่วยเดียวกันหรือเขตเดียวกัน เป็นบาร์โค้ดเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ และการตรวจสอบย้อนหลังสามารถลงลึกสุดได้แค่ระดับหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้ทราบถึงรายละเอียดตัวบุคคลที่เป็นผู้ลงคะแนนในบัตรนั้นใช่หรือไม่?
ถ้าใช่ บาร์โค้ดนี้อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อระบุคนที่กาบัตรลงคะแนนใบนั้นๆ ได้
แต่หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โค้ดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique Running
Number) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้
เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ :
“การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ”
โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ “โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่”
สาระสำคัญคือ : ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้
เทียบกับระบบในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้คำว่า zero Knowledge, Zero Knowledge Proof, zero Knowledge Encryption คือต้องไม่มีความรู้ใดในโลก ที่จะสามารถใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพบว่าบาร์โค้ดของบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Runing Number ที่ตรงกับต้นขั้นที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน
แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ 1 ใบ ที่เป็น Zero Knowledge หมายความว่า บัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน
งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย

