กางผลเลือกตั้ง 69 เหตุใด เพื่อไทย อ่อนแรง ได้ส.ส.ต่ำร้อย ประชาชน ไปไม่ถึงเส้นแชมป์

14.02.26 | 16:42 น.

กางผลเลือกตั้ง 69 เหตุใด เพื่อไทย อ่อนแรง ได้ส.ส.ต่ำร้อย ประชาชน ไปไม่ถึงเส้นแชมป์

เลือกตั้ง 2569 ยังคงฝุ่นตลบ ทั้งประเด็นเรื่องบัตรเขย่ง ความผิดปกติของการนับคะแนนหลายพื้นที่ ตามมาด้วยกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ หลายต่อหลายเขต ล่าสุดยังตามมาด้วย การมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถติดตามเฉพาะตัวได้ แย่งความสนใจจากสูตรการจัดตั้งรัฐบาลไปไม่น้อย

“ผลของการเลือกตั้ง” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้สังคมไทยรู้สึก ผิดคาด ไม่น้อย เมื่อ พรรคขั้วที่เคยจับมือต้านรัฐประหารอย่าง “ส้ม-แดง” ซึ่งเคยมีคะแนนรวมกันเกือบ 300 เสียงในการเลือกตั้ง 2566 กลับพลิกผัน ได้คะแนนต่ำกว่าที่คาดกันนัก ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาชน ที่ได้ส.ส.เพียง 118 คน ขณะที่เพื่อไทย หนักยิ่งกว่า กลายเป็นพรรคต่ำร้อย ได้เพียง 74 เก้าอี้ ซ้ำร้าย พื้นที่ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงอย่าง เชียงใหม่ กลับไม่ได้ ส.ส.สักคนเดียว และยังเสียเก้าอี้ในภาคอีสานอีกจำนวนมาก

กลับกัน พรรคภูมิใจไทย ที่เคยได้ ส.ส.เพียง 70 กว่าคน ทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ที่สูงถึง 193 ที่นั่ง ทิ้งห่างชนิดว่า ให้เพื่อไทย และ ประชาชน รวมกันยังพ่าย

ความพ่ายแพ้ของ “ส้มแดง” ในวันนี้ นักวิเคราะห์บางรายมองไปถึงเรื่องการทำพื้นที่ หรือ ความนิยม ของตัวผู้สมัครส.ส. บ้างก็มองว่า เป็นเพราะแดงข้ามขั้ว ส้มโหวตน้ำเงินนั่งนายกฯ แต่มองให้ลึกไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย

ผศ.ชาลินี สนพลาย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกับ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนไว้อย่างน่าสนใจ

Advertisement

“หลังผลการเลือกตั้งออกมา หลายคนไปโฟกัสกับดีเทลของเหตุการณ์ว่า รัฐบาลเพื่อไทยไปให้ภูมิใจไทยดูแลมหาดไทยหรือเปล่า หรือ ประชาชนไปยกมือให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลหรือเปล่า พอลงดีเทลมาก ก็เหมือนการโทษกันไปมา ที่จริงก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทยก็ถูกแซวว่าสูญพันธุ์แล้ว แต่ผลครั้งนี้ เหมือนกับว่าทั้ง 3 พรรคก็ผิดคาด ภูมิใจไทยก็ไม่คาดว่าจะชนะเยอะเท่านี้ พรรคประชาชนก็ไม่คิดว่าจะได้น้อยขนาดนี้ สำหรับเพื่อไทย แม้ว่าจะคาดไว้แล้วว่าจะไม่ได้มากเท่าเดิม แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้เสียงน้อยขนาดนี้เช่นกัน”

 

โครงสร้างเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน

กับเหตุผลที่ พรรคเพื่อไทยได้เสียงเข้าสภาน้อยขนาดนี้นั้น ผศ.ชาลินี อธิบายไว้ว่า หลายคนมองว่า แบรนดิ้งที่สำคัญของเพื่อไทย คือการส่งมอบนโยบายที่สัญญาไว้กับผู้เลือกตั้ง แต่จริงๆแล้ว ตั้งแต่ไทยรักไทยเป็นต้นมา เพื่อไทยทำการเมือง 2 ขามาโดยตลอด คือ ขาแรก คือการส่งมอบนโยบายในเชิงภาพรวม ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางตรงระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองอย่างไม่ผ่านตัวกลาง และ 2. คือการเมืองเชิงพื้นที่ คือสนับสนุนทรัพยากรให้กับผู้สมัครในเขต ที่จะทำให้ผู้สมัครชนะเลือกตั้งแบบเขต ทั้ง การสนับสนุนเงินทำแคมเปญเลือกตั้ง และสมทบกับการเมืองเชิงนโยบาย หรือการสร้างแบรนดิ้งของพรรคก็ช่วยส่งเสริมให้ผู้สมัครของพรรคมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากขึ้นด้วย

“แบรนดิ้งที่แข็งแรงของพรรคแบบนี้ บางคนอาจจะอธิบายแค่มุมเดียว ว่ามันไปตัดตอนความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน แล้วสร้างความสัมพันธ์ทางตรงระหว่างพรรคกับประชาชน แต่จริงๆ ในอีกด้านหนึ่งมันมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเครือข่ายการทำงานการเมืองในพื้นที่ของผู้สมัครด้วย เพราะเวลาพูดถึงเครือข่ายการทำงานการเมือง สิ่งสำคัญก็คือ เครือข่ายต้องสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ และเพื่อให้เครือข่ายทำงานได้ ก็ต้องมีความสามารถในการประสานงาน กำกับระบบราชการได้หลายระดับ รวมถึงเชื่อมต่อกับรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีด้วย ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถรักษาเครือข่ายได้ แล้วการที่แบรนดิ้งของพรรคแข็งแรง และทำให้คนเชื่อว่าพรรคจะสามารถชนะเลือกตั้งได้ ก็จะมีส่วนช่วยส่งเสริมเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่ของพรรคด้วย”

แต่ภายหลังรัฐประหาร 2557 แล้วนั้น การทำงานของเพื่อไทยในแบบเดิมนั้นเปลี่ยนไป

ผศ.ชาลินี กล่าวต่อว่า หลังรัฐประหาร 2557 มีความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง มีองค์กรอิสระ มากำกับคนที่ใช้อำนาจรัฐอีกที องค์กรพวกนี้ตัดขาดจากการเลือกตั้งและควบคุม ตรวจสอบพวกที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นกิจลักษณะ ทั้งยังมียุทธศาสตร์ชาติ ไว้คอยกำกับนโยบายรัฐ สภาพโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งมอบนโยบายได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในทางบริหารหรือแง่การออกกฎหมาย

“ระบบราชการก่อนหน้านั้น ก็เคยชินกับคสช. ที่ใช้ราชการในการทำงานมายาวนาน ทั้งถูกออกแบบมาแบบไม่อยากให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเข้มแข็งนัก เพื่อไทยตอนแรกก็อาจจะไม่รู้เรื่องนี้แจ่มชัดขนาดนั้น อาจจะคิดว่าเมื่อเข้าสู่อำนาจรัฐแล้วจะทำผลงานไปซื้อใจประชาชน ปิดปากข้อครหาเรื่องอื่นได้ แต่เอาเข้าจริงก็เจอกับแรงเสียดทานไปหมด ทั้งจากในภาคราชการ และนอกภาคราชการ มีแต่เรื่องต้องระวัง ดิจิตัลวอลเล็ตก็ต้องแบ่งเป็นช่วงๆ เพราะกลัว อีกทั้งเพื่อไทยเอง มีการทำงานแบบ มี Think Tank ของตัวเอง และใช้ระบบราชการขับเคลื่อนนโยบาย พอเจอโครงสร้างและเสถียรภาพทางการเมืองแบบนี้ ก็ไม่สามารถจะส่งมอบนโยบายให้กับประชาชนได้เหมือนอดีต”

“แม้ว่าเพื่อไทยจะมีชุดคำอธิบายว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่ในมุมของประชาชน อาจจะไม่ได้อยากได้คำอธิบาย แต่อยากเห็นผลของการส่งมอบนโยบายนั้นมากกว่า เพื่อไทยก็ถูกตัดกำลังจากตรงนี้มาก”

 

เพื่อไทย ขาลอยทั้ง 2 ขา

นอกจากความสามารถในการส่งมอบนโยบาย จะไม่เป็นไปดั่งหวังแล้ว เส้นทางการเมืองที่ผ่านมาของพรรค ก็ยิ่งทำให้พรรค “ไม่กล้า” ที่จะแหลมคมมากนัก

“พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีประวัติศาสตร์ในการเดินทางของตัวเอง ทั้งถูกยุบพรรค หรือ ตัดสิทธินายกฯ ตลอดเส้นทางเหล่านี้มันทำให้เห็นว่าคำพูดว่า ยิ่งยุบยิ่งโต ไม่จริง แต่มันคือ ยิ่งยุบยิ่งต้องระวัง ดังนั้น พอเพื่อไทยถูกยุบหลายครั้ง ก็จะระมัดระวังมากขึ้น จากที่เพื่อไทยไม่ได้เน้นเรื่องความแหลมคมทางการเมืองอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่แหลมคมมากขึ้น แล้วความกล้ามันหายไปในนโยบายเศรษฐกิจด้วย อย่างตอนคุณยิ่งลักษณ์ เขาก็มีนโยบายอย่าง แก้ไขไม่แก้แค้น หรือตอนคุณเศรษฐา คุณอิ๊งค์ ก็ไม่ได้นำเสนอประเด็นทางการเมืองอย่างแหลมคม ยิ่งคุณยศชนัน ยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่พูดเรื่องการเมืองเลย”

“ซึ่งแน่นอนว่า ฐานเสียงของเพื่อไทย เขามีทั้ง 2 ปีก ทั้งคาดหวังเรื่องการเมือง และ คาดหวังเรื่องเศรษฐกิจ การไม่แหลมคม ก็ไม่ตอบโจทย์คนที่คาดหวังในเรื่องนี้”

ความระมัดระวังมากนี่เอง ที่ ผศ.ชาลินี มองว่า ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถส่งนโยบายที่เห็นผลในระยะสั้นได้เลย

“ในอดีตแบรนดิ้งของพรรค มีส่วนช่วยผู้สมัครแบบเขตของพรรคด้วย ทำให้เขาไม่เคยกลัวว่าใครจะย้ายพรรคไป แต่ในรอบนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เสียคนจากการย้ายพรรคเยอะมากนัก แต่ส.ส.เขตก็หายไปเยอะ เพราะตลอดการเป็นรัฐบาล 2 ปีของรัฐบาลเพื่อไทย มันไม่สามารถจะเสริมความเข้มแข็งในทางการเมืองให้กับเครือข่ายของผู้สมัครในพื้นที่ได้ มันเลยทำให้ขาลอยออกมาทั้ง 2 ขา ทั้งการส่งมอบนโยบาย และการทำการเมืองแบบเครือข่าย ยิ่งเลือกตั้งมาในระยะกระชั้นชิด การระดมทรัพยากรของเขาก็อาจจะจำกัด

ผลส่วนหนึ่งจึงได้สะท้อนออกมาผ่านการเลือกตั้ง

 

จะชนะได้ พื้นที่ต้องแข็งมาก

“ดังนั้นเขตที่เพื่อไทยจะสำเร็จได้ ก็ต้องเป็นเขตที่เจ้าของพื้นที่แข็งแกร่งมาก อย่างเช่นที่โคราช ส่วนพื้นที่เมืองมากๆ คนเมืองอาจจะไม่ได้ต้องการเครือข่ายทางการเมืองมาตอบสนองความต้องการ ไม่ได้อยากได้อะไรจาก ส.ส.เขต ความคิดก็จะแตกต่างจากพื้นที่อื่น เป็นเหตุผลให้ส.ส.หลายคนก็สอบตก” ผศ.ชาลินี กล่าว

แต่จะกล่าวว่า ส.ส.ที่เป็นเจ้าของพื้นที่อย่างแข็งแกร่งยังรักษาพื้นที่ได้ ก็ยังคงมีหลายพื้นที่ อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตส.ส.จ.น่าน , นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.จ.แพร่ , นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตส.ส.จ.สระแก้ว หรือ แม้กระทั่ง ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตส.ส.กทม. ที่จัดเจนในพื้นที่ เป็นส.ส.หลายสมัย ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน จึงเกิดคำถามว่า “ข้ามขั้ว” มีผลต่อภาพจำของคนหรือไม่

“เชื่อว่าภาพลักษณ์ของพรรคในช่วงตั้งรัฐบาลมีผลกับคนจำนวนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อคนในพื้นที่ขนาดไหน”

“เพื่อไทยเอง ตั้งแต่หาเสียงรอบก่อน ที่ต้องการแลนด์สไลด์ พยายามจะเป็น Catch all Party นโยบายของพรรคพยายามขยายฐานเสียงสู่ชนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ ให้มากขึ้นอาจจะคิดว่า ฐานเสียงในพื้นที่เดิมมันได้แน่ๆ สะท้อนออกมาผ่านนโยบายของเขาในการเลือกตั้งปี 2566 ยิ่งพอตั้งรัฐบาลผสม ต้องปล่อยบางกระทรวงให้พรรคอื่น ยิ่งกับกระทรวงเกษตรที่ปล่อยออกไป เพื่อรักษากระทรวงด้านเศรษฐกิจแล้วด้วย ก็ยิ่งกระทบกับการทำการเมืองที่ต้องอาศัยเครือข่ายไปดึงทรัพยากรจากส่วนกลาง และเห็นได้ว่าครั้งนี้ หลายพื้นที่ที่ คุณธรรมนัสเจาะได้ ก็เป็นพื้นที่เกษตรด้วย เลยเท่ากับว่าการเสียบางกระทรวงให้พรรคร่วมรัฐบาลไป ก็เลยทำให้พรรคเพื่อไทยเสียฐานเสียงกลุ่มเดิมด้วย ขณะที่นโยบายที่ตั้งใจจะส่งมอบเพื่อซื้อใจฐานเสียงกลุ่มใหม่ก็ไม่สามารถส่งมอบได้เท่าที่ตั้งใจ”

 

ไม่ใช่แค่เพื่อไทย แต่ “ประชาชน” ก็ถูกผลพวง รปห.

แน่นอนว่า “พรรคเพื่อไทย” เป็นพรรคที่ได้รับผลพวงของรัฐประหารโดยตรง กับโครงสร้างทางการเมืองแบบใหม่ ที่ดีไซน์มาเพื่อป้องกันการโตของเพื่อไทย แต่ผลกระทบที่ว่า ไม่ได้ส่งผลแค่กับค่ายแดง แต่ยังรวมไปถึงค่ายส้มอย่าง พรรคประชาชน ที่ถูกยุบพรรคต่อเนื่องกันหลายครั้ง

“ปัจจัยทางโครงสร้างที่บอกว่า ยิ่งยุบยิ่งต้องระวัง มันไม่ได้กระทบแค่กับพรรคเพื่อไทย แต่มันทำงานกับพรรคประชาชนด้วย พรรคประชาชน จะเห็นได้ว่ารอบนี้ แบรนดิ้งทางการเมืองของเขามันลดลง มันไม่คม ไม่แหลม เท่าเดิม เพราะถูกบีบบังคับให้ขับเคลื่อนบางเรื่องไม่ได้” ผศ.ชาลินี กล่าว

ผศ.ชาลินี ยังว่า ยิ่งโดนยุบในระยะใกล้ๆกัน 2 รอบ ทำให้พรรคผลิตบุคลากรทางการเมืองไม่ทัน แม้จะบอกว่ามีแถว 2 แถว 3 แล้ว แต่บุคลากรทางการเมืองมันไม่ได้ผลิตกันง่าย ยิ่งโดนกันครั้งละเยอะๆ คนที่มีประสบการณ์การเมือง 10 ปี กับ 2 ปี ก็ไม่เท่ากัน โครงสร้างแบบนี้มันทำลายแบรนดิ้งพรรคประชาชนด้วย มันทำให้เขาแหลมคมน้อยกว่าตอนก้าวไกล พอต้องระวังมากขึ้น ศัตรูทางการเมืองของเขาก็อาจจะพร่าเลือนกว่าครั้งก่อน

พรรคประชาชนยังเจอกับปัญหาที่ไม่เคยเป็นรัฐบาล ทำให้ไม่เคยส่งมอบนโยบายไปให้ประชาชน ขณะที่ผลงานในเรื่องการทำงานในเชิงนิติบัญญัติหลายๆเรื่อง มันเห็นผลช้ากว่าการส่งมอบนโยบายในฐานะฝ่ายบริหาร

“มันชอบมีเสียงพูดถึงการทำงานของส.ส.เขตของพรรค ซึ่ง คนไปเข้าใจว่า พรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้งด้วยกระแสเพียงอย่างเดียว มันทำให้ไปพรางตา และทำให้คนให้ความสำคัญกับการเมืองแบบพื้นที่น้อย แต่งานวิจัยบางชิ้นอธิบายว่า ส.ส.เขตของพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งเพราะเค้ารู้จักสร้างเครือข่ายใหม่ และทุ่มเทการแก้ปัญหาของพื้นที่ด้วย”

 

โจทย์ใหม่ ต้นทุนการเมืองเครือข่าย

ผศ.ชาลินี ได้อธิบายภาพของการทำพื้นที่เชิงเครือข่ายไว้อีกว่า ด้วยความที่การทำงานเชิงเครือข่าย ต้องมีต้นทุนในการดูแลรักษาเครือข่าย เพราะมันเป็นของที่ทำงานตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง การทำงานเชิงเครือข่ายจึงกีดกันคนจำนวนหนึ่งไม่ให้เข้าสู่ระบบการเมืองได้ เพราะในมีต้นทุนในการดูแลเครือข่าย พรรคประชาชนเอง ส.ส.ก็อาจจะไม่ได้มีต้นทุนขนาดนั้น จึงเป็นโจทย์ของพรรคประชาชนที่ว่า ระหว่างที่ยังไม่สามารถโครงสร้างใหม่ มาทดแทนโครงสร้างเดิมได้ จะทำอย่างไรเพื่อประคองการทำงานเชิงพื้นที่ไว้ เช่นอาจจะต้องเป็นแพลตฟอร์มใหม่

“คนอาจจะมองว่า ปัญหาของการเลือกตั้งครั้งนี้คือซื้อเสียง แต่ที่จริงแล้ว เงินซื้อเสียงมันมากับการทำงานเครือข่ายแบบเดิม คือต้องมีเครือข่ายทำงานอยู่แล้วว่าตลอดเวลาทำงานให้เขาได้ มันต้องติดต่อสื่อสารกันได้ ชาวบ้านอยากได้ความรู้สึกว่า เขาจะได้รับการดูแลไหมนอกจากเรื่องนโยบาย ในเรื่องนี้ นโยบายเหมือนคำสัญญาว่าจะพรรคการเมืองจะทำอะไรบ้างใน 4 ปี แต่เครือข่ายคือช่องทาง ช่องทางที่รับประกันว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับพื้นที่ของเขาในช่วง 4 ปีนี้ เขาจะติดต่อกับผู้แทนของเขาอย่างไร มีอะไรรับประกันมั้ย ว่าเรื่องของเขาจะสำคัญกว่าเรื่องของคนอื่น ดังนั้น เครือข่ายมันเลยสำคัญ เงินเลือกตั้งอาจจะเป็นตัวเสริม แต่ตลอดระยะทางการทำการเมืองเชิงเครือข่ายนั้น มันต้องใช้ต้นทุน”

ยิ่งหลังรัฐประหาร การดูแลพื้นที่ไม่คล่องตัวเหมือนอดีต เช่น ให้ อปท. ถูก องค์กรอิสระอย่าง สตง. เข้าไปตรวจสอบ ทำให้ไม่กล้าสร้างสรรค์นโยบายใหม่ๆ ไปไม่พ้นจากกรอบ ทำถนนและเสาไฟ หรือ การที่รัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพมากพอที่จะส่งมอบนโยบายได้ หรือการที่ ส.ส.ไม่อาจแปรงบในสภาได้โดยตรง นั่นจึงทำให้คนที่อยู่ในรัฐบาล มีอำนาจมากกว่า ที่จะโน้มน้าวการแปรงบในด้านอื่น สามารถโน้มน้าวหน่วยงานราชการ หรือ ครม.ให้เห็นว่า พื้นที่ของเรามีปัญหา ก็ยิ่งทำให้การเมืองเชิงเครือข่ายยิ่งทวีความสำคัญ

จึงไม่ผิดนักหากพูดว่า “รัฐธรรมนูญ 60” นี่เอง ที่ทำให้ทั้ง ประชาชน และ เพื่อไทย สูญเสียเครดิตทางการเมือง

 

ภูมิใจไทย สิงห์สนาม “การเมืองเครือข่าย”

แม้ว่าการเมืองแบบเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน อาจจะขับเคลื่อนได้ไม่มากก็จริง แต่กับ พรรคภูมิใจไทยแล้ว ต่างกัน

ผศ.ชาลินี กล่าวว่า ในอีกแง่หนึ่ง พรรคภูมิใจไทย วางรากฐานทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาวางรากฐานและทำไปได้ตลอด

“เมื่อการเมืองเชิงเครือข่าย มันเข้มแข็งมาก ก็เป็นผลดีกับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นรัฐบาลมาตลอด เขาได้วางรากฐานมาตลอด พรรคมีความสามารถในการดูแลเครือข่าย บวกกับ พรรคไม่เคยถูกยุบ ผู้บริหารพรรคไม่ต้องกังวลเรื่องถูกตัดสิทธิ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้เท่ากับอีก 2 พรรค ก็ไม่มีประสบการณ์แบบว่ายิ่งยุบยิ่งต้องระวัง

“บวกกับเรื่องชาตินิยม ยิ่งมีผลให้เขาได้เสียงในการเลือกตั้ง ดูได้จากเสียงปาร์ตี้ลิสต์ ที่เพิ่มขึ้นมาก เท่าที่สอบถามชาวบ้านบางพื้นที่ก็เล่าว่า เวลาผู้สมัครมาขอเสียง เขาขอว่าต้อง 2 ใบเลยไหม บางพื้นที่ก็บอกว่าเค้าไม่ได้ย้ำว่าขอ 2 ใบ มันสะท้อนผ่านคะแนนปาร์ตี้ลิสต์นี้ ที่มีส่วนของออร์แกนิกอยู่เช่นกัน”

เรื่องชาตินิยม จึงอาจเรียกได้ว่ามีผลในการเลือกตั้งครั้งนี้พอควร และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “การเมืองเครือข่าย” มีผลต่อการเลือกตั้ง 2569