อนุสรณ์ เผยปัญหาความโปร่งใสเลือกตั้ง สั่นคลอนนักลงทุน ชี้ถ้าไม่แก้ทุนเทาซื้อเสียง เสี่ยงรัฐล้มเหลว

15.02.26 | 18:39 น.

อนุสรณ์ ชี้ปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน คาดบรรษัทข้ามชาติเลี่ยงลงทุนไทย หากยังแก้ปัญหาทุจริตถอนทุนไม่ได้ มองหากรัฐบาลใหม่ตั้งได้ พ.ค. งบปี’70 ช้า 2 เดือน ยังไม่กระทบศก.ภาพรวม คาดการณ์เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรก

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย และอดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัญหาความโปร่งใสในการเลือกตั้งจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ความชอบธรรมและความมีเสถียรภาพของรัฐบาลจะขึ้นอยู่กระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส อันเป็นต้นทางของจัดตั้งรัฐบาลที่มีคุณภาพและปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น คะแนนเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเพียงส่วนเดียวของเสถียรภาพ

รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือความชอบธรรมทางการเมือง คาดบรรษัทข้ามชาติเลี่ยงลงทุนไทยเพิ่ม หากยังแก้ปัญหาทุจริตถอนทุนไม่ได้ มีการคาดการณ์ว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นถอนทุนอาจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการใช้เงินซื้อเสียงจำนวนมาก และเงินซื้อเสียงส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมายและธุรกิจสีเทา รวมทั้งทุนผูกขาดสัมปทานรัฐ ประเทศไทยมีความเสี่ยงเป็นรัฐล้มเหลว หากไม่แก้ไขทุนเทายึดอำนาจรัฐผ่านการซื้อเสียง ซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง รวมทั้งซื้อกระบวนการเลือกตั้งและการนับคะแนน

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ภาวะดังกล่าวนอกจากเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนถดถอยลงอย่างมาก ความชอบธรรมทางการเมืองเป็นปัจจัยพื้นฐานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ การยึดอำนาจรัฐประหารด้วยทุนเทาซื้อเสียง จึงสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเมืองของประเทศไม่ต่างจากการรัฐประหารโดยกองทัพ หรือ รัฐประหารโดยอาศัยองค์กรอิสระแต่อย่างใด ผลของการเลือกตั้งจึงไม่อาจสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน และอำนาจสูงสุดจึงไม่ได้เป็นของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า คะแนนเสียงและเจตนารมณ์ของประชาชนต้องได้รับการปกป้องเพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนความต้องการอันหลากหลายของประชาชน การบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนด้วยการบิดเบือนผลการเลือกตั้งจะนำมาสู่ความขัดแย้งและบั่นทอนให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยอ่อนแอลง เมื่อมีข้อสงสัยและไม่เชื่อถือต่อผลการนับคะแนนและผลการเลือกตั้งแล้ว ย่อมทำให้การบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่เกิดอุปสรรคได้ ระบบการเลือกตั้งต้องสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความแตกต่างหลากหลาย คาดการณ์เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในช่วงครึ่งปีแรกได้ จากแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง ภาวะเงินตึงตัว ภาคส่งออกชะลอตัว กำลังซื้อภายในอ่อนแอจากรายได้ไม่ฟื้นตัวแม้นภาคท่องเที่ยวจะกระเตื้องขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรปรับลงมาสู่ระดับ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเอง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายอุดหนุนเพิ่มประมาณ 30-40% ก็ต้องไปบริหารจัดการงบประมาณให้ดี เพราะหนี้สาธารณะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะเหลือเม็ดเงินน้อยมากในการนำไปลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ นโยบาย 10 พลัสของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการผลักดันให้จีดีพีมากกว่า 2-3% ในปีนี้อาจเผชิญข้อจำกัดทางการคลังจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่อาจทะลุเพดาน 70% ได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือน พ.ค. งบปี พ.ศ.2570 จะล่าช้าประมาณ 1-2 เดือน ยังไม่กระทบเศรษฐกิจภาพรวม เสถียรภาพทางการเมืองและการคลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ของไทยว่าจะถูกปรับลดลงหรือไม่ในอนาคต

Advertisement

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า แม้นอัตราการขยายตัวส่งออกปี พ.ศ.2568 สูงสุดในรอบ 4 ปี แต่เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการส่งออกจำกัด เพราะไทยขาดดุลการค้าสูงถึง -5,307.9 ล้านดอลลาร์ มูลค่านำเข้าปีที่แล้วขยายตัวแบบเร่งตัวขึ้นอย่างมาก สะท้อนโครงสร้างภาคส่งออกไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง โดยคาดว่าภาคส่งออกไทยปีนี้อาจขยายตัวติดลบเพราะปริมาณการค้าโลกอาจขยายตัวเพียง 2.3-2.6% ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯจะชัดเจนขึ้น และปัจจัยฐานสูง อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เงินบาทแข็งค่าแรงและเร็วเกินไปจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย และทำให้ภาคส่งออกสามารถปรับตัวแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากปัจจัยเทคโนโลยี อาจทำให้แนวโน้มการลงทุนต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลใหม่จึงต้องปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่สอดรับกับพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป