ภูมิใจไทย โต้วิษณุ ปมบาร์โค้ด ยังไม่ทำเลือกตั้งเป็นโมฆะ ย้ำต้องเข้าองค์ประกอบ 3 ข้อ
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของ นายวิษณุ เครืองาม ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2569 อาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนนเพราะมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ประเด็นดังกล่าวควรถูกพิจารณาด้วยหลักกฎหมาย มิใช่ความรู้สึกหรือความหวาดระแวงทางเทคนิค
1. “ความลับ” ในความหมายของรัฐธรรมนูญ คืออะไร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “โดยตรงและลับ”
คำว่า “ลับ” ในทางกฎหมาย มิได้หมายความว่าบัตรเลือกตั้งต้องปราศจากเครื่องหมาย รหัส หรือองค์ประกอบทางเทคนิคใดๆ หากแต่หมายถึงว่า ต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลผู้ใช้สิทธิกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้
ตราบใดที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า “ใครลงคะแนนให้ใคร” หลักความลับยังคงอยู่ครบถ้วน
2. บาร์โค้ด เครื่องมือควบคุมบัตร ไม่ใช่เครื่องมือเปิดเผยคะแนน
บาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้งภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ
• ควบคุมจำนวนบัตร
• ป้องกันการปลอมแปลง
• บริหารจัดการบัตรในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “มีบาร์โค้ดหรือไม่” แต่คือ “บาร์โค้ดนั้นสามารถเชื่อมโยงกับตัวบุคคลได้หรือไม่”
หากไม่มีฐานข้อมูลที่ผูกบัตรเฉพาะใบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีพยานหลักฐานว่ามีการใช้รหัสดังกล่าวติดตามคะแนน ความลับของการลงคะแนนย่อมไม่ถูกละเมิด การตั้งข้อสงสัยโดยไม่มีข้อพิสูจน์ ไม่เพียงพอในทางกฎหมายที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
3. การเป็นโมฆะต้องร้ายแรงและมีผลกระทบจริง
คำว่า “โมฆะ” ในทางรัฐธรรมนูญไม่ใช่ถ้อยคำเบาๆ การจะทำให้การเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นโมฆะ ต้องมี
• การละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างชัดแจ้ง
• ผลกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมโดยรวม
• ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐาน
การมีบาร์โค้ดโดยลำพัง โดยไม่มีหลักฐานว่าใช้เปิดเผยความลับ จึงยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุให้กระบวนการทั้งระบบล้มลง
4. หลักภาระการพิสูจน์
ในหลักนิติรัฐ ผู้กล่าวอ้างว่ากระบวนการใดขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมมีภาระต้องพิสูจน์
การกล่าวว่า “อาจไม่ลับ” แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการพิสูจน์ว่า “ไม่ลับจริง”
หากไม่สามารถแสดงกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม ข้อกล่าวอ้างย่อมยังเป็นเพียงสมมุติฐาน มิใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
บทสรุปเชิงหลักการ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่า
1. บาร์โค้ดสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้
2. มีการใช้ระบบดังกล่าวติดตามการลงคะแนน
3. ความลับของผู้ใช้สิทธิถูกละเมิดจริง
ในรัฐประชาธิปไตย ความสงสัยสามารถตั้งได้ แต่การทำให้กระบวนการของประชาชนทั้งประเทศ “เป็นโมฆะ” ต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน มิใช่ข้อคาดการณ์
การที่นายวิษณุ เครืองาม กล่าวว่า การ “ลับ” นั้น ต้อง “ลับไปกับโลกนี้เลย” นั้นเป็นคำกล่าวที่ฟังดูแหลมคมเพราะหมายถึงว่าบัตรเลือกตั้งนั้นจะไม่มีผู้ใดจะล่วงรู้ว่าเป็นบัตรเลือกตั้งที่กาโดยผู้ใด และการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ยังคงหลักนี้เพราะเป็นการลงคะแนนโดยลับ
ผู้ที่รู้จักผม พบผมที่หน้าคูหาเลือกตั้ง หรือคนที่รู้จักผมเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านคนคงคิดตรงกันว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมต้องกาเลือกพรรคภูมิใจไทยทั้งเขตทั้งพรรคแน่นอน ซึ่งเรื่องผมจะกาให้ภูมิใจไทย ย่อมไม่เป็นความลับ
แต่ความจริงแล้วผมจะกาเลือกพรรคภูมิใจไทยเช่นนั้นจริงหรือไม่ ไม่มีใครเห็น เพราะการกาบัตรในคูหาของผมเป็นความลับ และเมื่อกาบัตรแล้ว ผมก็นำบัตรเลือกตั้งที่พับแล้วหย่อนลงในหีบ ความลับในบัตรเลือกตั้งนั้นก็ยังเป็นความลับอยู่กับบัตรเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่ลงคะแนนหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน ที่ลับเช่นเดียวกัน
หนุ่มวิศวะข้างบ้านผมที่ผมมั่นใจว่าเขาเลือกพรรคส้มแน่นอน แต่เป็นเพียงการคาดเดาเพราะการกาบัตรของเขาเป็นความลับ ต่อให้เขามาบอกผมว่าวันนี้ผมกาให้พรรคคุณอาครับ การกาบัตรเลือกตั้งของเขาก็ยัง “ลับไปกับโลกนี้เลย” อย่างอาจารย์วิษณุว่า เพราะผมไม่มีทางจะไปควานหาบัตรเลือกตั้งของวิศวกรข้างบ้านคนนั้นมาพิสูจน์ได้เลยว่าเขาเลือกพรรคผมจริงๆ หรือเป็นการโผล่หน้ามาแล้วตอแหลกับผมแค่นั้น เพราะบัตรลงคะแนนใบนั้น กกต.เอาไปเก็บไว้ที่ไหนอย่างไรเราไม่มีทางล่วงรู้เลย
อ่านข่าว : วิษณุ เตือน ปมบาร์โค้ด ทำกาบัตรไม่ลับ เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ หวั่นกกต. เจอคุกซ้ำรอยปี 49

