กกต. นับคะแนนใหม่ ปทุมธานี เขต 7 อดีตผู้สมัครสังเกตการณ์ แจงเรื่องผ้าดำคลุมวงจรปิด
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ของบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร
สืบเนื่องจากนักศึกษาและประชาชนฮือประท้วงที่หน่วยเลือกตั้งภายในหอประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก ความไม่โปร่งใสของ กปน.และกีดกันห้ามสังเกตการณ์ให้นักศึกษาออกจากหน่วยเลือก ทำให้ฮือประท้วงขึ้นเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่จนมีการนับคะแนนใหม่ โดยแต่งตั้งกรรมการและมีนักศึกษาร่วมนับคะแนนด้วยนั้นซึ่งผลนับคะแนนไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นกกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 124 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 สั่งให้มีการนับคะแนนบัตรนอกเขตราชอาณาจักรและนอกเขตเลือกตั้งใหม่
อ่านข่าว – ปทุมธานี ฮือประท้วง หน่วย ม.ราชมงคล คลองหก มีพิรุธ เอาผ้าดำคลุมกล้องวงจรปิด
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในการนับคะแนนใหม่ในเขต 7 ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ได้จัดการนับคะแนน มีเจ้าหน้าที่เป็นข้าราชการ จำนวน 36 คนและคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดปทุมธานีควบคุมดูแลในความนับคะแนนให้มีสุจริตยุติธรรม โดยมีประชาชนและสื่อมวลชนและอดีตผู้สมัครพรรคประชาชน และว่าที่ ส.ส.ในพื้นที่ปทุมธานีและนอกพื้นที่มาร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนดังกล่าวอย่างคึกคัก
ระหว่างมีการนับคะแนนมีผู้หญิงสูงอายุ ขับรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด แล้วตะโกนให้ยกเลิกการนับคะแนนใหม่ ไม่ต้องนับคะแนนแล้ว แพ้คือแพ้ ไม่ต้องนับคะแนนกันอีก บอกว่าตนเองเป็นคน จังหวัดลำพูน แต่มาอยู่จังหวัดปทุมธานีนานแล้ว

นางสาวสง่า ทาทอง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงเหตุการณ์การนับคะแนนใหม่ที่เขต 7 อำเภอหนองเสือ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสรุปว่า การนับคะแนนใหม่เป็นการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง เพื่อแก้ไขข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสของบัตรเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีที่มาจากกรณีข้อพิพาทที่หน่วยนับคะแนนมหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จากเหตุการณ์การใช้ผ้าดำคลุมกล้องวงจรปิดจนเกิดการประท้วงของนักศึกษาและประชาชน
ในกรณีผ้าดำคลุมกล้อง ผู้อำนวยการสง่าชี้แจงว่าเป็นความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่มีความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและการบันทึกภาพขณะประชาชนลงคะแนน ซึ่งอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่เมื่อประชาชนเกิดความไม่สบายใจ จึงมีคำสั่งให้เอาผ้าออกและมีการชี้แจงทำความเข้าใจ

สำหรับกระบวนการนับคะแนนใหม่หรือที่เรียกว่า ปทุมธานีโมเดล มีการเปิดให้มีส่วนร่วมโดยดึงนักศึกษาและตัวแทนภาคประชาชนเข้ามาเป็นกรรมการนับคะแนน เพื่อช่วยลดความขัดแย้งและสร้างการยอมรับในผลการนับคะแนน โดยผู้อำนวยการสง่ายืนยันว่าแม้ผลคะแนนจะมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยประมาณ 1 ถึง 2 คะแนน แต่ไม่ส่งผลต่ออันดับผู้ชนะเลือกตั้ง ซึ่งยังคงเป็นผู้ชนะ
นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำข้อจำกัดของอำนาจหน้าที่ โดยระบุว่าปทุมธานีโมเดลไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกจังหวัด เนื่องจากอำนาจการสั่งนับใหม่ในระดับพื้นที่สามารถทำได้เฉพาะในช่วงที่การนับคะแนนยังไม่เสร็จเท่านั้น หากกระบวนการเสร็จสิ้นและส่งหีบเข้าเขตแล้ว จะต้องรอคำสั่งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางตามระเบียบกฎหมายเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานให้กับพื้นที่อื่นได้เสมอไป เนื่องจากข้อกฎหมายกำหนดให้การคัดค้านต้องดำเนินการในระหว่างการนับคะแนนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ยอมให้มีการตรวจสอบหรือเปิดนับคะแนนใหม่ในบางส่วน เนื่องจากกระบวนการยังอยู่ในช่วงรอยต่อที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ปิดหีบบัตรอย่างสมบูรณ์ หรือยังไม่ได้ส่งมอบเอกสารอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของกระบวนการนับคะแนนใหม่ ได้มีการนำบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร มานับคะแนนใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างความโปร่งใส และลดข้อสงสัยของประชาชน รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือจากนักศึกษามาช่วยปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการนับคะแนน เพื่อหมุนเวียนกับเจ้าหน้าที่ชุดเดิมที่อ่อนล้าจากการปฏิบัติงานต่อเนื่อง

ด้านการประสานงานกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนกลาง ท่านยืนยันว่าได้รายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บังคับบัญชาไม่ได้มีการตำหนิ แต่ได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก
สำหรับผลลัพธ์ของการตรวจสอบ การตัดสินใจเปิดนับคะแนนใหม่ในจุดที่มีปัญหา ช่วยลดความตึงเครียดและความขัดแย้งในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลคะแนนที่ออกมาภายหลังการนับใหม่ในช่วงวันที่ 8 ถึง 9 กุมภาพันธ์ มีความชัดเจน และได้รับการยอมรับจากผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่
นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 8 พรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ตนได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งมีสองส่วนหลัก คือส่วนต้นขั้วซึ่งมีลำดับที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหมายเลขเฉพาะที่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นเจ้าของบัตร เช่น ลำดับที่ 390 และส่วนตัวบัตรที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่าง ปัญหาคือบาร์โค้ดบนตัวบัตรสามารถสแกนเพื่อเชื่อมโยงกลับไปยังเลขลำดับที่บนต้นขั้วได้ ทำให้สามารถทราบได้ว่าใครเลือกพรรคหรือเบอร์อะไร ซึ่งขัดต่อหลักการเลือกตั้งแบบลับ
ในส่วนของการดำเนินการร้องเรียน นายไมค์ ได้ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานต่าง ๆ 3 ประเด็นหลัก โดยยื่นเรื่องต่อ กกต. เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เพื่อขอให้ชี้แจงว่าระบบนี้เป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งผลการชี้แจงยืนยันว่า เป็นปัญหาจริง จากนั้นได้ร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ทำลายบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหาเพื่อป้องกันการสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง หรือหากไม่สามารถทำลายได้ในกรณีต้องใช้ตรวจนับใหม่ ให้เสนอวิธีตัดบาร์โค้ดออกจากบัตรทุกใบแล้วแยกทำลายถาวร และยังได้ร้องเรียนต่อ PDPC ในประเด็นการเก็บรวบรวมข้อมูลตาม พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 19 ซึ่งระบุว่าการเก็บข้อมูลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน
นายไมค์ กล่าวอีกว่า การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจเสี่ยงขัดต่อ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากอาจเป็นการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น ไม่มีการแจ้งเจ้าของข้อมูลล่วงหน้า และอาจเข้าข่ายการเก็บข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งอาจมีความผิดทางอาญา มีการเตรียมยื่นเรื่องต่อ ศาลปกครอง, ป.ป.ช. และอาจเชื่อมโยงไปยัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนั้น ในส่วนประเด็นการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ยังไม่มีการยื่นคำร้อง แต่มีข้อถกเถียงว่าอาจกระทบหลักการเลือกตั้งลับตามรัฐธรรมนูญ หากบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับการลงคะแนนได้ โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินการ คือการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวนมากไม่ให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าเลือกผู้สมัครหมายเลขใด

ส่วนนางสาว พรรณนินทร์ ไชยพงศ์สวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. ในนาม พรรคประชาชน เขต 7 จังหวัดปทุมธานี สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีการนับคะแนนใหม่ที่ อำเภอหนองเสือ ระบุว่าการนับคะแนนครั้งก่อนที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ยังไม่เป็นไปตามระเบียบของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงทำให้ กกต. ส่วนกลางมีคำสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาดำเนินการทั้งหมด
การนับคะแนนใหม่ครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะการเลือกตั้งนอกเขต นอกราชอาณาจักร และการเลือกตั้งล่วงหน้า รวมประมาณ 4 ชุด โดยแต่ละชุดประกอบด้วย 2 กล่อง แยกเป็นบัตรแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต ตนเองมองว่าผลคะแนนอาจไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก เนื่องจากมีหน่วยที่ต้องนับใหม่เพียง 4 หน่วย อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงถึงความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน ตัวแทนพรรค และประชาชนร่วมตรวจสอบกระบวนการได้
ในส่วนของกระแสข่าวเกี่ยวกับคะแนน ตนยอมรับว่ามีข่าวลือหรือข้อมูลบิดเบือนที่ระบุว่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยืนยันว่าพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด พร้อมกันนี้ยังย้ำว่าแม้ครั้งนี้อาจไม่ได้มีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาครบทุกคน แต่พรรคยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนผ่านแนวทางที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย


