ผอ.กกต.กำแพงเพชร ยก ม.92 ชี้ปมลงคะแนนลับ ย้ำสงสัยได้ แต่ไม่ใช่เอาทฤษฎีสมคบคิดมาตรวจสอบ

20.02.26 | 10:11 น.

ผอ.กกต.กำแพงเพชร ยก ม.92 ชี้ชัด ลงคะแนนโดย ‘ลับ’ ถูกผนึกด้วยเงื่อนไขข้อกฎหมาย ไม่ใช่ ‘ลับ’ นิรันดร์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายคงยศ บุญรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการเลือกตั้งประจำ จังหวัด (ผอ.กกต.) กำแพงเพชร เคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่ยก ม.92 ขึ้นมา แสดงว่า “ลับ” ถูกผนึกด้วยเงื่อนไขข้อกฎหมาย ไม่ใช่ “ลับ” นิรันดร์” พร้อมระบุว่า เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้หน้าที่และอำนาจแก่ กปน.สามารถลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด คำถามคือ แล้วรัฐธรรมนูญมีความเชื่อมั่นต่อ กปน. หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมั่นใจต่อ กปน.ผู้นั้นได้อย่างไร ว่าเขาจะไม่บอกความลับนี้กับใคร ฉากทัศน์นี้ฉายภาพให้เห็นว่า “ความลับ” ในการลงคะแนนรูปแบบนี้ ย่อมมีบุคคลระดับทุติยภูมิสามารถรับรู้ “ความลับ” ได้

ดังนั้น จึงเห็นว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 92 รัฐธรรมนูญได้ส่งผ่านนัยสำคัญของการลงคะแนนโดย “ลับ” ว่าไม่ใช่ “ลับ” แบบนิรันดร์ โดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้เลยแม้แต่กรรมการ

แต่เป็น “ลับ” ที่ถูกปิดผนึกด้วยกระบวนการ ขั้นตอน และบทลงโทษทางกฎหมาย

คำถามคือ กกต.ได้กำหนดข้อกฎหมายที่จะผนึกความลับนี้ไว้แล้วหรือไม่ ไม่ใช่การสมคบคิดจินตนาการว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น หากเป็นเช่นนี้ สมมุติว่าเป็นแบบนั้น ถ้าให้ลองทำเป็นแบบนี้ หรือลองเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาให้ แล้วจะลองทำให้ดู

เพราะนี่คือโลกของความเป็นจริงที่ กกต.ผนึกความ “ลับ” ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมบทลงโทษ หากว่ามีการละเมิดฝ่าฝืน อีกทั้ง กกต.ก็มิเคยได้กำหนดกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่จะนำความลับนั้นออกไปเปิดเผยด้วยการตรวจทานย้อนกลับ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างผลการลงคะแนนกับตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

Advertisement

ยกเว้นกรณีมีการร้องเรียนว่าหน่วยเลือกตั้งใดมีบุคคลนำบัตรปลอมไปใช้ในการลงคะแนน กกต.กลางจึงสามารถใช้อำนาจสั่งนำบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วมาตรวจสอบ โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวหรือแตะต้องต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง

ทุกวิญญูชนมีสิทธิที่จะสงสัย และมีสิทธืยื่นตรวจสอบการทำงานของ กกต. แต่การตรวจสอบมิใช่การใช้ทฤษฎีสมคบคิด แล้วตั้งสมมุติฐานที่ไม่ได้ตั้งบนความจริงอยู่บนโลกออนไลน์ ที่ปลุกระดมและนำไปสู่ความแตกแยก เกลียดชัง ก่นดา ด้อยค่า มองผู้เห็นต่างเป็นศัตรู

การตัดสินว่าผิดหรือถูกเป็นเรื่องขององค์กรที่รับผิดชอบตามกรอบกฎหมาย ไม่ใช่พวกเรา เมื่อใครก็ตามที่แสดงตนว่ารักความถูกต้อง ไม่ชอบการกระทำผิดกฎหมาย เช่นนั้น ก็อย่าได้กระทำเสียเอง

แต่ให้ครองสติและใช้ปัญญา มิเช่นนั้น จากประชาธิปไตย จะกลายเป็นอนาธิปไตย

พร้อมกันนี้ นายคงยศกล่าวกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า ที่ออกมาชี้แจงเพื่ออยากให้ทุกคนใช้หลักของเหตุและผล ในการคิดวิเคราะห์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ต้องการกระแสหรือปกป้ององค์กรแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายข้อเท็จจริงมันจะปรากฏ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาก็ตามที