นันทนา ชี้ กกต.ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ฟ้องปิดปาก ปชช. ด้าน ทนายอั๋น ลั่นขอเป็นทนายให้ทุกคดีที่ กกต.ฟ้อง
เมื่อวันที่ 2 มี.ค.เวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ SLAPP กับประชาชน ว่า จากปัญหาการเลือกตั้งที่มีข้อบกพร่องผิดพลาดมากมายของ กกต. สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ทั้งที่ กกต.ได้จัดการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว แต่ในครั้งนี้นอกจากการนับคะแนนที่ไม่ชัดเจน การรายงานผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับคะแนนหน้าหน่วย การประกาศผลคะแนนล่าช้า แต่กลับรับรอง ส.ส.อย่างรวดเร็ว และยังมีปัญหาเรื่องคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าการใส่เครื่องหมายใดๆ บนบัตรเลือกตั้ง จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่
“แทนที่ กกต.จะออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัยกลับเลือกวิธีดำเนินคดีกับประชาชน เริ่มต้นจากการฟ้องประชาชนชาวชลบุรี ในข้อหาบุกรุกขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นยังแจ้งความดำเนินคดีกับอีก 6 คนในข้อหาร้ายแรงถึง 5 ข้อหา เช่น ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต., ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นประชาชน, มาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่, มาตรา 322 เปิดเผยเอกสารผู้อื่น และมาตรา 14 การนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีโทษทั้งจำและปรับ ตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 10 ปี นี่ถือว่าเป็นการฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่ เพียงเพราะว่าประชาชนต้องการเข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือการทำหน้าที่ของพลเมืองดีในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งใช่หรือไม่“ น.ส.นันทนากล่าว
น.ส.นันทนากล่าวต่อว่า การกระทำของ กกต.จึงถือเป็นการลุแก่อำนาจ ไม่นำพาจารีตการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรรัฐซึ่งเป็นแก่นสารสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะองค์กรรัฐที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ย่อมไม่อาจหลีกหนีการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการได้มาซึ่งรัฐบาล ยิ่งต้องถูกตรวจสอบให้การเลือกตั้งโปร่งใสที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและ ส.ส.ใหม่ ว่าเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
“การดำเนินคดีต่อบุคคลดังกล่าวของ กกต.จึงเป็นความพยายามปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบการเลือกตั้ง เป็นความพยายามที่จะปิดปากประชาชนไม่ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ดิฉันในฐานะ ส.ว. เห็นว่า กกต.ควรยินยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของประชาชนอย่างเข้มข้นในทุกมิติ เพื่อให้หายสงสัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส สุจริต เป็นความลับ และ กกต.ควรยุติการขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของประชาชน แล้วหันมาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกมิติ เพื่อให้การได้มาซึ่ง ส.ส.และรัฐบาลเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างสิ้นสงสัย” น.ส.นันทนากล่าว
น.ส.นันทนายังกล่าวถึงการจำลองการเลือกตั้งที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่จะจัดให้เกิดขึ้นในวันที่ 4 มี.ค.นี้ เป็นเรื่องที่ กกต.ควรสนับสนุน เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นความลับหรือไม่ แต่ กกต.พยายามที่จะขัดขวางและปิดกั้น พร้อมบอกว่าการพยายามจัดการเลือกตั้งจำลองนั้นเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งตนเห็นว่าถ้าการจัดการเลือกตั้งจำลอง หรือการจัดการเลือกตั้งใดๆ ที่ กกต.ไม่ได้เป็นผู้จัด เป็นความผิดทางกฎหมาย
ต่อไปการจัดเลือกตั้งหัวหน้าห้องของนักเรียนชั้นประถมก็จะผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ กกต.ควรยุติการปิดกั้นการตรวจสอบของภาคประชาชน โดยหันมาให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส สร้างความชอบธรรมให้แก่การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว กกต.นั่นแหละจะตกเป็นจำเลยของประชาชนทั้งประเทศ
ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภอักษร หรือทนายอั๋น กล่าวว่า กลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบและตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ใช่อาชญากรรมหรือบุคคลที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐตามข้อกล่าวหา แต่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สง่างาม ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม จึงเห็นว่าการใช้อำนาจของ กกต.ในการฟ้องร้องเป็นการปิดปากประชาชน กดเสียงของประชาชนให้เงียบลง แต่เชื่อว่าเสียงของประชาชนจะดังขึ้นและขยายออกไปไกลกว่าเดิม ซึ่งตนพร้อมเป็นทนายความให้กับประชาชนที่ออกมาตรวจสอบการทำงานของ กกต.ในทุกคดี เพราะสังคมต้องเดินด้วยความกล้าหาญไม่ใช่ความหวาดกลัว
นายภัทรพงศ์กล่าวถึงความคืบหน้าที่ได้ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ตนจะไปเป็นพยานในคดีนี้ด้วยตัวเอง โดยจะร่างคำร้องเพื่อชี้ให้เห็นถึงกระบวนการการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่ช่วงการเลือกตั้ง แต่ตั้งแต่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแนบท้ายคำร้องที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้ ส.ส.ที่ได้มารายงานตัว ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยจะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินในวันที่ 4 มี.ค.นี้
”ผมไม่ต้องการให้เปิดสภาผู้แทนราษฎร ในการปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สง่างาม มันสกปรก แต่ก็มีส่วนหนึ่งเชิดหน้าชูตาแถลงข่าวยิ้มแย้มแจ่มใส คุณก็รู้ที่มาองค์รวมไม่สง่างาม แล้วที่บอกว่ารับรองไปก่อนสอยทีหลัง นั่นเป็นเรื่องของบุคคลแต่ละคน แต่วันนี้กระบวนการเลือกตั้งเน่าเฟะ หมายถึงกระบวนการที่ไม่ชอบทั้งกระบวนการ” นายภัทรพงศ์กล่าว

