ศึกชิง ส.ส.ใต้ ภูมิใจไทยรุกหนัก
ห้วงเวลาช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเข้านั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ภายหลังการทำบันทึกข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่โหวตให้ความเห็นชอบนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี มีเงื่อนไขหลัก
นั่นคือ การทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่, ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับแต่วันแถลงนโยบายต่อสภา โดยพรรคประชาชนยังทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา
ระหว่างทางก่อนครบกำหนดเวลาดีล มีกระแสข่าวการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเข็นโครงการออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่โดนใจชาวบ้าน โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่เติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอย การค้าการขายคึกคักไม่แพ้บรรยากาศของสนามการเมืองแต่ละเขตทั่วประเทศ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเดินสายดึงบ้านใหญ่ สมาชิกพรรค ส.ส.แต่ละพื้นที่เข้าสังกัดค่ายน้ำเงินอย่างครึกโครม พร้อมเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
เฉพาะพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ คือ สนามเลือกตั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ มีบรรดาแกนนำบ้านใหญ่ทยอยย้ายเข้าสังกัดค่ายน้ำเงินเป็นระลอกๆ ถึงขั้นพรรคภูมิใจไทยประกาศตั้งเป้ากวาดเก้าอี้ 30 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ย้อนดูแชมป์ 60 เขต 14 จว.ใต้
สำหรับสนามเลือกตั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ 60 เขต ในการเลือกตั้งส.ส.ปี 2566 ที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช 10 เขต, กระบี่ 3 เขต, พังงา 2 เขต, ภูเก็ต 3 เขต, ชุมพร 3 เขต, ระนอง 1 เขต, สุราษฎร์ธานี 7 เขต, ตรัง 4 เขต, พัทลุง 3 เขต, สงขลา 9 เขต, สตูล 2 เขต, ปัตตานี 5 เขต, ยะลา 3 เขต, และ นราธิวาส 5 เขต
ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น แต่ละพรรคได้ที่นั่งส.ส.เขตมากน้อยลดหลั่นกันไป
พรรคประชาธิปัตย์ได้ส.ส. 17 เขต, พรรคพลังประชารัฐ 7 เขต, พรรคภูมิใจไทย 12 เขต, พรรครวมไทยสร้างชาติ 14 เขต, พรรคก้าวไกล 3 เขต และ พรรคประชาชาติ 7 เขต
แต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย แม้ในการเลือกตั้งซ่อม พรรคภูมิใจไทยจะส่ง ไสว เลื่องสีนิล ลงสนามเพื่อรักษาเก้าอี้ แต่กลับเป็น “ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ” จากพรรคกล้าธรรม ที่คว้าเก้าอี้ไปครอง ได้เป็นส.ส.คนแรกของพรรคกล้าธรรมที่ชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้พรรคกล้าธรรมมีส.ส. 1 ที่นั่ง
ส่วนพรรคภูมิใจไทยเสียเก้าอี้ไป 1 ที่นั่ง เหลือ 11 เขต
ช่วง 1 เดือน ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งการเปิดตัวของว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขตในหลายพื้นที่ ท่ามกลางกระแสการย้ายพรรค โดยเฉพาะนักการเมืองกลุ่มบ้านใหญ่ ส.ส.เขต และ ทีมลูกหลานนักการเมือง ทยอยย้ายเข้าซบพรรคน้ำเงินอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยที่รุกคืบพื้นที่ภาคใต้ มีทั้งหัวหน้าพรรค และ แกนนำพรรคยกขบวนแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนกลุ่มบ้านใหญ่หลายหลังหลายกลุ่มอย่างคึกคัก
ไล่ตั้งแต่ จ.ชุมพร กลุ่มนายชุมพล จุลใส อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, ครอบครัว “กาญจนะ” บ้านใหญ่เมืองสุราษฎร์ มี นายชุมพล กาญจนะ และ นางโสภา กาญจนะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุราษฎร์ธานี ชูธงนำ
ตามมาด้วย โกหนอ – สมชาย โล่สถาพรพิพิธ หัวเรือใหญ่พรรคปชป.ตรัง พี่ชาย “บุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ” นายกอบจ.ตรัง นำ 2 ส.ส.ตรัง ท่ามเฮ้ง – สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เขต 3 และ กาญจน์ ตั้งปอง เขต 4 การตัดสินใจของโกหนอ
ภายหลังการตัดสินใจย้ายพรรค “โกหนอ – สมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายสมัย เปิดใจทั้งน้ำตาชี้แจงกระแสข่าวการทิ้งพรรคประชาธิปัตย์อย่างสะเทือนอารมณ์ว่า “ผมไม่ได้ทิ้งพรรค แต่พรรคไม่เลือกผม” จึงต้องตัดสินใจเดินออกจากพรรคที่เคยให้ร่มเงามานานกว่า 30 ปี
หลังการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่อดีตนายกฯ “อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ” กลับเข้ามากุมบังเหียน รับไม้จาก “เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน” พร้อมมติพรรคที่ตั้ง “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” เป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นฟางเส้นสุดท้าย ตามที่ “โกหนอ” เคยลั่นวาจา “มีสาทิตย์ ต้องไม่มีสมชาย” มาก่อนหน้านี้ โดยดึงส.ส.ตรัง เขต 3-4 สวมเสื้อน้ำเงินลงสนามในสมัยหน้า
ส่วนพื้นที่ จ.สงขลา “กลุ่มนิพนธ์ บุญญามณี” ที่มี “สรรเพชญ บุญญามณี” ลูกชาย เป็นส.ส.เขต และ “โกถึก-สมยศ พลายด้วง” สส.สงขลา เป็นอีกกลุ่มที่ย้ายเข้ามาพรรคภูมิใจไทยด้วย
เรียกได้ว่า พรรคภูมิใจไทยเนื้อหอมที่สุดในพื้นที่ภาคใต้ ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรม ของ ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นอีกพรรคที่เดินเกมบุกรุกหนักพื้นที่ภาคใต้ไม่แพ้กัน
มหาอุทกภัยใต้-เกมเปลี่ยนจริงหรือ
สถานการณ์ที่กำลังไปได้ดีเกิดอาการสะดุด เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางเริ่มคลี่คลาย ภาคใต้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายมหาศาล มีผู้เสียชีวิต ทรัพย์สินประชาชนเสียหาย สร้างความเดือดร้อนและสะเทือนใจต่อสังคมในวงกว้าง
โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งนี้ มีตัวเลขผู้เสียชีวิตตามที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงจำนวนมาก โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ 145 ราย ในห้วงที่ประสบเหตุ ชาวบ้านในพื้นที่ร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางและท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
พร้อมเสียงสะท้อนเรื่องการช่วยเหลือที่ “ไม่ทันสถานการณ์” และการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบของรัฐบาล ทำให้นายกฯอนุทิน ต้องลงพื้นที่ไปปักหลักช่วยเหลือชาวบ้านจนสถานการณ์คลี่คลาย
จากนั้น “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคใต้” ซึ่งสำรวจในช่วงระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมในกลุว่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ มีผลสำรวจน่าสนใจไม่น้อย
โดยพบเสียงสนับสนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และพรรคประชาธิปัตย์ สูงเกินคาด เฉพาะเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ สูงถึง 25.6 % แซง นายอนุทินถึง 10 % ทั้งยิงทิ้งห่าง “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” พรรคประชนเกือบ 13 %
ส่วนการเลือกพรรค คนใต้ก็ยังสนับสนุนปชป. เป็นอันดับ 1 รวม 28.6% สะท้อนให้เห็นกระแสของพรรคประชาธิปัตย์ในยามนี้เนื้อหอมขึ้นมาแซงพรรคภูมิใจไทยที่เคยแรงมาก่อนหน้านี้
นักวิชาการวิเคราะห์คะแนนนิยมหลังท่วม
แม้เหตุการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าน้ำท่วมภาคใต้ในรอบนี้ส่งผลกระทบสถานการณ์การเมือง กระแสของพรรคการเมืองในพื้นที่ไม่น้อยทีเดียว แต่นักวิชาการในพื้นที่กลับเห็นต่างออกไป
“รศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา เสนอมุมมองสถานการณ์ของพรรคการเมืองในพื้นที่ภาคใต้หลังเหตุการณ์น้ำท่วมว่า มีมุมมองไม่เหมือนตามที่สื่อต่างๆวิเคราะห์ว่า จะมีผลกระทบเมื่อระบบการเลือกตั้งออกแบบมาให้ใช้บัตร 2 ใบเลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ใช่
โดยเห็นว่า ส.ส.เขตไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ส่วนของปาร์ตี้ลิสต์อาจมีการเปลี่ยนแปลง
แต่ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคกล้าธรรม ก็ไม่ได้สนใจคะแนนในระบบปาร์ตี้ลิสต์มากนัก ยังคงให้ความสนใจส่วนของ ส.ส.เขตมากกว่า เพราะฉะนั้น แม้น้ำท่วมจะกระทบกับกระแสพรรค แต่ส่งผลต่อระบบเขตไม่มาก โดยอาจต้องเหนื่อยกับการต้องทำความเข้าใจกับประชาชน อย่างเช่น บ้านใหญ่ภูมิใจไทยจากเดิมที่อาจชิลๆ ก็ต้องทำความเข้าใจมากหน่อย เพราะมีคนสิ้นเนื้อประดาตัวจากน้ำท่วม ทำให้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจต้องใช้กระสุนมากขึ้น เพราะคนต้องกินต้องใช้ ส.สเขตจะต้องใช้กับส่วนมาก ด้วยเหตุนี้ส.ส.เขตจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญทางภาคใต้
“จากสถานการณ์หลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมอย่างน้อย 7 จังหวัดภาคใต้โอกาสที่จะเปลี่ยน ส.ส.เขต ในจังหวัดสงขลาหรือไม่นั้น ผมมองว่าส่วนใหญ่ ส.ส.เขตเดิม จะยังคงมีความได้เปรียบ แม้จะย้ายพรรคหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากเท่าที่ติดตาม ยังพบภาพส.ส.ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนช่วงน้ำท่วมด้วย”
ยกตัวอย่าง เขต 6 สงขลา “สุภาพร กำเนิดผล” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับเขต 9 “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังมีคะแนนนิยมทั้งส่วนของตัวเองและกระแสพรรค
จะมีก็เพียงเขต 2 การเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่ง “ศาสตรา ศรีปาน” พรรครวมไทยสร้างชาติ ชนะคู่แข่งจากพรรคก้าวไกลกว่า 100 คะแนนเท่านั้น และ การเลือกตั้ง 2569 ได้ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย
ขณะที่คู่แข่งอย่าง “จุรี นุ่มแก้ว” รอบนี้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีคะแนนนิยมดีกว่าพรรคก่อนหน้า
“ส่วนพรรคประชาชน ผมเห็นว่าคะแนนนิยมยังเหมือนเดิม เขตนี้จึงถือเป็นเขตเลือกตั้งที่น่าจับตา”

