ช่วงทางตรงการหาเสียงของแต่ละพรรค ก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ แต่ละพรรคต่างต้องลุยหาเสียง เปิดทุกกลยุทธ์เพื่อหวังช่วงชิงคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้มาเลือกผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อให้ได้มากที่สุด ซึ่งความนิยมของแต่ละพรรคสะท้อนผ่านผลสำรวจของโพลจากหลายสำนักที่ทยอยเปิดผลสำรวจในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่จะไม่เผยแพร่ได้ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 กำหนดไว้
อย่างผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” สำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคมที่ผ่านมา
พบว่า บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)
ส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่า เป็น พรรคประชาชน (ปชน.) อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย (พท.) อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขณะที่พรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรค ปชน. อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรค ภท. อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรค พท. อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรค ปชป.
ขณะที่ผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569” สำรวจระหว่างวันที่ 16-28 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 1.พรรค ปชน. 35.99% 2.พรรค พท. 22.13% 3.พรรค ภท. 18.92% 4.พรรค ปชป. 10.16% ส่วนประชาชนจะเลือก ส.ส.เขต สังกัดพรรคใด 1.พรรค ปชน. 33.46% 2.พรรค ภท. 21.52% 3.พรรค พท. 20.60%
4.พรรค ปชป. 8.13% ขณะที่ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 35.07% 2.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 21.53% 3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 16.11%
สอดคล้องกับผลสำรวจของ “ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 สำรวจระหว่างวันที่ 19-25 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 39.2% 2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 25.5% 3.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 17.0% 4.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9.1% ส่วนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1.พรรค ปชน. 38.8% 2.พรรค พท. 17.9% 3.พรรค ภท. 15.6%
เช่นเดียวกับ โพลมติชน-เดลินิวส์ ในครั้งที่ 2 ให้สแกนตอบคำถามผ่านออนไลน์ ระหว่างวันที่ 9-15 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 35.2% อันดับ 2นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 32% อันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 5.4% อันดับ 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.5% ส่วนจะเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด พบว่า อันดับ 1 เลือก พรรค ปชน. 41.1% อันดับ 2 พรรค พท. 28% อันดับ 3 พรรค ภท. 7.2% ขณะที่จะเลือก ส.ส.ระบบเขตจากพรรคการเมืองใด พบว่า อันดับ 1 พรรค ปชน. 37.9% อันดับ 2 พรรค พท. 35.8% อันดับ 3พรรค ทสท. 5.3% อันดับ 4 พรรค ภท. 4.7%
เมื่อสแกนผลโพลช่วงโค้งสุดท้ายของแต่ละสำนัก คะแนนนิยมทั้งตัวแคนดิเดตนายกฯ ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ผ่านเสียงสะท้อนจากประชาชน อันดับ 1 ยังเป็นของ พรรค ปชน. ส่วนอันดับ 2 และ 3 จะสลับกันระหว่าง พรรค ภท. กับ พรรค พท. แม้พรรค ปชน.จะรักษาความเป็นผู้นำผ่านผลโพล เหมือนเมื่อครั้งอดีตพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. เคยสร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะผลการเลือกตั้ง ยังมีกระแสของการเมืองบ้านใหญ่ ปัจจัยในด้านทรัพยากรต่างๆ ที่ยังเป็นจุดแข็งของพรรคการเมือง ที่ไม่อาศัยกระแส มาเป็นตัวชี้ขาดผลแพ้-ชนะการเลือกตั้ง
ซึ่งจะสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวการซื้อเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ตามที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ไว้ว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ
โดยเฉพาะการเบิกเงินสดจำนวนมาก เริ่มดำเนินการมาแล้วราว 10-14 วัน และขณะนี้เริ่มได้รับข้อมูลเข้ามากรณีเบิกเงินสดเป็นจำนวนมาก พบการเบิกถอนเงินสดน่าสงสัยสูงถึง 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ขอแบ่งเป็นธนาคารละ 100 ล้านบาท มีบางรายขอเบิกเงินสดที่เป็นธนบัตรชนิดราคา 100 บาทด้วย หากพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติ ธปท.จะติดตามเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และหากพบความผิดชัดเจน จะส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือหากเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง ก็จะส่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทันที
ภายหลังที่ผู้ว่าการ ธปท.เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ทาง กกต.ได้ออกรับลูกทันที ด้วยการนำข้อมูลจำนวนเงินดังกล่าวไปตรวจสอบว่าจะเกี่ยวข้องกับใคร จนส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่
ยิ่งช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ทั้ง 3 พรรค ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าอยู่ในขั้วหลัก ที่คาดว่าได้รับผลการเลือกตั้ง ได้ ส.ส.เกินกว่า 100 ที่นั่ง มีผลต่อการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ต่างเปิดกลยุทธ์เพื่อมาช่วงชิงคะแนนนิยมของแต่ละฝ่าย เริ่มจากแกนนำพรรค ภท. ที่ประกาศให้เลือกแบบยุทธศาสตร์ คือ ไม่เลือกเรา เขามาแน่ พร้อมชูความเป็นมืออาชีพและนักบริหารของรัฐมนตรีคนนอกขึ้นเวทีปราศรัยสื่อสารถึงประชาชน
ส่วนพรรค ปชน. นอกจากจะชูการบริหารเป็นทีมด้วยเทคโนแครตจากหลายวงการ และความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลประชาชน ยังมีกระแสการตรวจสอบการบริหารสำนักงานประกันสังคม ที่นำโดย “รักชนก ศรีนอก” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ที่ปลุกกระแสผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ให้ร่วมกันมาตรวจสอบ
สำหรับพรรค พท. นอกจากจะเดินสายปราศรัยหาเสียงเพื่อตรึงคะแนนเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่จุดแข็ง พรรค พท.ยังได้เปิดนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน มาเรียกคะแนนนิยมประชาชน 9 กลุ่มฐานรากด้วย
8 กุมภาพันธ์ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 52,922,923 คน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันเป็นจำนวนมากเท่าใด ย่อมจะส่งผลให้การเมืองที่เน้นกระแส อาจฝ่าด่านการเมืองบ้านใหญ่คว้าชัยชนะได้เช่นกัน ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือเป็นฉันทมติของประชาชน ให้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

