สื่อดังสิงคโปร์วิเคราะห์เลือกตั้งไทย ผู้ลงคะแนนโฟกัส หนี้ครัวเรือน-ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่ความไม่มั่นคงทางการเมือง บั่นทอนขีดความสามารถของประเทศ
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) วิเคราะห์เกี่ยวกับการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยได้ไปสอบถาม “อนันตยา” แม่ค้าขายกะเพราเจ้าหนึ่ง ในย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาขายกะเพรา
การค้าของเธอไม่เคยฟื้นตัวกลับมาได้เต็มร้อยอีกเลย นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีรายได้ไม่พอครอบคลุมค่าใช้จ่ายในบ้าน และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ทำให้เธอต้องหยิบยืมเงินจำนวนมาก จนทำให้มีหนี้สินพอกพูนกว่า 1 แสนบาท แต่ด้วยทางเลือกในการกู้ยืมตามระบบที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้แม่ค้ารายนี้ต้องหันไปพึ่งพา หนี้นอกระบบ และต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราที่ธนาคารเรียกเก็บอย่างมาก แต่ก็ต้องยอม เนื่องจากนอกจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ยังต้องมีค่าใช้จ่ายค่ายา สำหรับสามีที่ป่วย และเพิ่งเสียชีวิตไป
ขณะที่หากต้องการจ่ายหนี้ให้หมด เธอจำเป็นต้องจ่ายหนี้เดือนละ 3,000 บาท แต่โดยปกติ เธอสามารถหาได้เพียงเดือนละ 1,500-2,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่า หนี้สินของเธอจะพอกพูนขึ้นเหมือนดินพอกหางหมู จากดอกเบี้ยที่ทับถมตลอด
รายงานระบุว่า ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างอนันตยา มองปัญหาเรื่อง “หนี้ครัวเรือน” เป็นประเด็นหลักที่สำคัญที่สุด ในการที่จะเลือกพรรคไหน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ต่างเตือนว่า ปัญหานี้ได้กลายเป็น “รอยเลื่อนทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญ ซึ่งกำลังกดทับการบริโภคภายในประเทศ ทำให้การเติบโตชะลอตัว และบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะ “รั้งท้าย” ในแง่ของความดึงดูดในระดับภูมิภาค
ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเตรียมไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์นี้ บรรดาพรรคการเมืองต่างพากันชูนโยบายเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นจุดขายหลักเพื่อดึงคะแนนเสียง ตั้งแต่การแจกเงินสดและโครงการลอตเตอรี่รูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการประกาศพร้อมนำประเทศด้วยการบริหารแบบผู้เชี่ยวชาญ
แต่ ศ.ดร.ภวิดา เตือนว่า ความผันผวนทางการเมืองที่ยืดเยื้ออาจจะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้การปฏิรูปที่สำคัญต้องล่าช้าออกไป ยิ่งประเทศไทยมีความไม่แน่นอนทางการเมืองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น และไม่ใช่แค่ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของประเทศในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อการก้าวไปข้างหน้าด้วย
รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของไทย ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการกอบกู้กำลังที่เคยมีให้กลับคืนมา นับตั้งแต่ยุคที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึง ต้นทศวรรษ 1990 หลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย เมื่อปี 1997 เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ ภายใต้การนำของ นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ช่วงต้นทศวรรษ 2000 แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่สามารถทะยานกลับไปสู่จุดสูงสุดในระดับเดิมได้อีกเลย
ตั้งแต่ปี 2021 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจวนเวียนอยู่ที่ 1-3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยมีการคาดการณ์อย่างเป็นทางการว่า ในปี 2025 เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.2 เปอร์เซ็นต์
ล่าสุด กระทรวงการคลัง ได้ปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ในปี 2026 ลดลง 2.2 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากภาคการผลิตที่อ่อนแอลง ซึ่งถือว่า ล้าหลังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่มีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องมากกว่า
นักวิเคราะห์ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง คือปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาให้หนักยิ่งขึ้น นับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2023 เป็นต้นมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดต่อความต่อเนื่องของนโยบายและการปฏิรูปประเทศ
ขณะที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ พากันให้คำมั่นสัญญาด้านเศรษฐกิจ ประกาศนโยบายที่ดึงดูดใจผู้คน ทั้งการแจกเงินสด โครงการลอตเตอรี่ การให้เงินอุดหนุน รวมถึงการพักชำระหนี้
อ.วิโรจน์ อาลี นักวิเคราะห์การเมืองและนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ กับ CNA ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยจำนวนมาก เข้าถึงและเข้าใจนโยบายเหล่านี้ได้ง่าย เพราะมีความเป็นรูปธรรม มากกว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล อย่างนโยบายลอตเตอรี่ ถือเป็นเรื่องที่ผู้คนหยิบจับและทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม CNA รายงานว่า อีกหนึ่งประเทศที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย คือ ตลาดส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน อันเนื่องมาจากมาตรการภาษีศุลกากรที่ประกาศใช้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา
โดยอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐ เริ่มต้นที่ 36 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนเมษายน 2025 หลังจากที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 37 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสั้นๆ และปัจจุบัน ลดลงไปอยู่ที่ 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และอินโดนีเซีย
ซึ่งการส่งออกไปยังสหรัฐ ยังคงมีสัดส่วนสำคัญอย่างมากต่อจีดีพีของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเครื่องจักร และเกษตรกรรม โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่า การเติบโตของไทยถูกฉุดลงไปประมาณ 0.4 – 0.77 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เนื่องจากภาษีที่สูงต่อสินค้าไทย และความไม่แน่นอนของการค้าโลกในวงกว้าง
นักวิเคราะห์ระบุว่า จุดยืนที่แข็งกร้าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา เสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ซับซ้อนยิ่งขึ้น ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันส่งสัญญาณสนับสนุนการลดระดับความตึงเครียดและการใช้คนกลางไกล่เกลี่ย แต่นายอนุทินกลับเน้นย้ำเรื่องอธิปไตยและการแก้ปัญหาระดับทวิภาคี โดยพยายามลดบทบาทของการแทรกแซงจากภายนอก
ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีนี้อาจได้ใจกลุ่มผู้เลือกตั้งสายชาตินิยมในประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็จำกัดความยืดหยุ่นทางการทูต และอาจสร้างความลำบากใจให้กับสหรัฐ ในความพยายามที่จะวางตำแหน่งให้ไทยเป็นพันธมิตรที่มั่นคงและให้ความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สหรัฐ กำลังเร่งสร้างความสัมพันธ์ในภูมิภาคให้แข็งแกร่งท่ามกลางการแข่งขันกับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

