ฤากระแสกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะหายไป จากพรรคการเมืองแล้ว
เป็นที่น่าสังเกตว่า พรรคการเมืองใหญ่ที่คาดหมายว่าจะได้มีโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ กลับไม่ได้ชูประเด็นนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นให้เป็นกระแสหลัก หรือให้เป็นเจตจำนงทางการเมืองของพรรคในเรื่องการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น และการส่งเสริมภาคเพลเมืองและชุมชนให้เข้มแข็ง แต่อย่างใด
แต่กลับเป็นว่า พรรคการเมืองหลัก ๆ ที่จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหรือส่วนใหญ่ของพรรคการเมือง ได้ชูธงการนำเสนอนโยบาย การใช้เงินช่วยเหลือประชาชน ในลักษณะที่เรียกกันว่า “ประชานิยม” ให้เป็นกระแสหลัก จนดูเหมือนจะกลบเกลื่อนกระแสการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีบางพรรคได้เสนอไว้ในนโยบายของพรรคแล้วก็ตาม ก็ถือว่าไม่แรงเพียงพอ และกลายเป็นกระแสรองไปในที่สุด
จึงเป็นที่น่าเสียดายและเสียโอกาสอย่างมากที่เรื่องของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กลับไม่ได้ถูกทำให้เป็นเจตจำนงร่วมของพรรคการเมืองว่า จะร่วมกันผลักดันการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และใช้กลไกกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และใช้กลไกกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นฐานในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารสาธารณะทดแทนภาครัฐและวางรากฐานลดอำนาจภาครัฐในนามของกระทรวง กรมต่าง ๆ ลงไปในอนาคต
จึงเข้าใจได้ว่า การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกระบวนการพัฒนาคน ฝึกทักษะความสามารถของคน หรือสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งต้องใช้เวลาในการวางรากฐานจากพรรคการเมืองที่จะต้องมีเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ในเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง โดยการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ไปสู่การจัดการตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ได้ดีกว่า ส่งผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศที่ดีกว่า ซึ่งเป็นการมองอนาคตประเทศในระยะยาวมากกว่า
แต่ก็เข้าใจได้ว่า พรรคการเมืองโดยส่วนใหญ่ที่ต้องนำเสนอประเด็นนโยบายมุ่งเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชน อาจคิดเพียงเพื่อจะเป็นการจูงใจ ล่อใจ ให้ประชาชนมาลงคะแนนเสียงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ การแจกลอตเตอรี่ 9 ล้านต่อวัน หรือการใช้เงินในรูปของสวัสดิการสังคม ประกันรายได้ ประกันราคา แก้หนี้ระยะสั้น รวมทั้งนโยบายการลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงาน ซึ่งก็เข้าใจได้อีกเช่นกันว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นก็ไม่ได้คิดว่าเงินงบประมาณที่ต้องใช้มาจากแหล่งใดบ้าง และจะสร้างภาระหรือผลกระทบทางการเงินการคลังของประเทศอย่างไร
อย่างไรก็ตามได้มีการประเมินวิเคราะห์ต้นทุนทางการเงินจากมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ TDRI ถึงการใช้เงินงบประมาณของพรรคการเมืองต่าง ๆ พบว่า ที่มาของวงเงินจากนโยบายของพรรคในแนวทางประชานิยมที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง กก.ต. พบว่า อยู่ในระดับประมาณ 1.5 แสนล้าน ถึง 7.4 แสนล้านบาทต่อปี และเห็นว่าแนวทางการใช้เงินงบประมาณของรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนดังกล่าว ถือว่าเป็นการเยียวยาเพียงชั่วคราวในระยะสั้น ๆ แต่ระยะยาวอาจมีปัญหาและไม่ได้กระตุ้น หรือสร้างความเจริญเติบตางเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้เป็นที่สังเกตว่า การใช้เงินของรัฐเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามนโยบายต่าง ๆ นี้ ส่วนใหญ่จะกระทำโดยรัฐส่วนกลาง โดยผ่านการดำเนินงานของกระทรวง กรม ต่าง ๆ ที่เป็นผู้รับผิดชอบตามงานของแต่ละกระทรวง กรม และเป็นการรวมอำนาจรัฐในการบริหารจัดการที่มีรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นผู้กำกับดูแล ตั้งแต่การผลักดันนโยบายและการกำกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
แนวทางการบริหารงบประมาณโดยการรวมอำนาจไว้ที่กระทรวง กรม นั้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของประชาชนเพื่อให้รู้สึกว่าให้เขารู้จักการจัดการตนเองได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุดแล้ววงจรความยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าโครงการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในแนวทางของ “ประชานิยม” จะได้กระทำนานแล้วเป็นสิบ ๆ ปีแล้วก็ตาม
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยากจะเรียกร้องว่า ภายหลังการเลือกตั้งและโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล บรรดาพรรคการเมืองที่จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลนั้น น่าจะทำให้เป็นโอกาสที่จะแสดงเจตจำนงร่วมกันว่า “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” จะถูกชูประเด็นนโยบายหลักหรือกระแสหลักในการสร้างทิศทางการพัฒนาประเทศที่ใช้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เป็นองค์การหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการประเด็นสาธารณะและใช้โอกาสรัฐบาลในการลงทุน “ส่งเสริมพลเมือง” และชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง” เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะอาชีพ และพัฒนาแนวทางการจัดการตนเองของพลเมือง ชุมชนท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ เป็นการสร้างอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยภาคส่วนของชุมชนท้องถิ่นมากกว่าการใช้รัฐส่วนกลางเป็นผู้บริหารจัดการ
ผมเข้าใจว่าทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต ต้องพัฒนาศักยภาพของพลเมืองและศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น โดยรัฐส่วนกลางทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งจะทำให้ลดภารกิจอำนาจภาครัฐลงไปเพื่อเพิ่มอำนาจท้องถิ่นซึ่งจะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า ทิศทางการพัฒนาสังคมไทยในอนาคต จะเป็นการสร้างอำนาจใหม่ ทิศทางใหม่ในการพัฒนาที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อปล่อยให้ชุมชนท้องถิ่นรู้จักคิด รู้จักจัดการ และนี่คือความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในการพัฒนาได้มากกว่า
โดย ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม ผู้อำนวยการสำนักการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า

