ซีเอ็นเอ็นวิเคราะห์ ผลเลือกตั้งชี้ชัด ‘ทักษิณ’ มนต์เสื่อม แบรนด์ชินวัตร ไม่ทรงพลังอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น ได้วิเคราะห์การเมืองไทย หลังการเลือกตั้งล่าสุด โดยระบุถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐีผู้เคยเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลอังกฤษชื่อดัง อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยเรืองอำนาจทางการเมืองในบ้านเกิดของตน แต่ตอนนี้ได้แต่เฝ้ามองดูอาณาจักรของเขาสูญสิ้นอำนาจลง จากภายในเรือนจำ หลังจากเคยเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย และนำพาพรรคการเมืองของตนได้รับชัยชนะเกือบทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

แต่ตอนนี้ทักษิณต้องอยู่ในเรือนจำ และพรรคการเมืองของเขา ก็เพิ่งจะประสบกับผลการเลือกตั้งที่ถือว่าย่ำแย่ที่สุดในการเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะหมายถึงความมีเสถียรภาพสำหรับประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และตกอยู่ภายในวงจร 20 ปี ของการรัฐประหารโดยกองทัพ การประท้วงบนท้องถนนที่รุนแรง และสภาวะอัมพาตจากความไม่สงบทางการเมือง
ซึ่งความไร้เสถียรภาพส่วนใหญ่นั้น ถูกจุดชนวนขึ้นโดยการต่อสู้กันระหว่างทักษิณและพันธมิตรของเขา กับ กลุ่มชนชั้นนำอนุรักษนิยมของไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายขนาดเล็กแต่ทรงพลัง อันประกอบด้วยกลุ่มทหาร กลุ่มรักสถาบันฯ และเหล่านักธุรกิจระดับสูง ที่รู้สึกว่าถูกคุกคามจากนโยบายประชานิยมของทักษิณ
การต่อสู้เหล่านั้นได้สร้างความบอบช้ำอย่างยิ่งให้กับทักษิณ โดยบรรดาฝ่ายตรงข้าม งัดทั้งการรัฐประหาร การต่อสู้ทางกฎหมาย และกระบวนการทางศาล เพื่อทำลาย และถึงขั้นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงนายกรัฐมนตรีที่มาจากตระกูลชินวัตรถึง 4 คน
ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นับตั้งแต่การท้าทายของทักษิณที่ปะทุขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เกมการเมืองของไทยทั้งหมดก็คือเรื่องของการต่อต้านผู้ทรงอิทธิพลที่ยากจะหยุดยั้งได้คนนี้ รวมถึงการต่อต้านความก้าวหน้าและการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเดิมด้วย
บทความดังกล่าว ได้ระบุว่า คำสัญญาของทักษิณที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นแรงงานในชนบท การนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้ และการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกร ทำให้ทักษิณได้ใจมวลชนนับล้าน โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ความนิยมอย่างมากนี้ ได้ทำให้ทักษิณกลายเป็นภัยคุกคามต่อกลุ่มชนชั้นนำที่มองว่า ทักษิณเป็นนักการเมืองประชานิยมที่ทุจริต
และในปี 2549 เกิดรัฐประหารโค่นอำนาจทักษิณ และถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริต และต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 15 ปี ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณ พากันออกมาชุมนุมประท้วงบนท้องถนน เมื่อปี 2553 และจบลงด้วยการถูกปราบปราม
และแม้ว่า ทักษิณจะอยู่ต่างแดน แต่ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของไทย โดยคอยบงการพรรคพันธมิตรที่ยังคงชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพรรคเหล่านั้นจะถูกสั่งยุบโดยศาลซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม ก่อนที่ทักษิณจะเดินทางกลับมาประเทศไทย เมื่อปี 2566 ท่ามกลางการจับตาจากทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มชนชั้นนำ มีภัยคุกคามใหม่ที่ต้องรับมือ นั่นคือ “ขบวนการก้าวหน้า” ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งไม่เกรงกลัวที่จะทลายข้อห้ามที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ อย่างเปิดเผย หรือการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับฐานรากว่า ประเทศไทยควรถูกบริหารจัดการอย่างไร
โดย “พรรคก้าวไกล” ซึ่งเป็นพรรคสายก้าวหน้า สามารถชนะการเลือกตั้งมาได้ในปีนั้น ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปเหล่านั้น แต่พรรคเพื่อไทยที่สนับสนุนโดยทักษิณ กลับตัดสินใจเข้าร่วมกับอดีตศัตรูของตนในกองทัพ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งเป็นการเดินหมากที่สร้างความตกตะลึง และส่งผลให้ขบวนการก้าวหน้าต้องไปเป็นฝ่ายค้าน
นักวิเคราะห์เชื่อว่า ทักษิณได้ทำข้อตกลงเอาไว้เพื่อให้ได้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิด และเพื่อให้พรรคของเขาสามารถกลับมาเป็นกุมอำนาจในรัฐบาลได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทักษิณได้ปฏิเธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากต่างพากันหมดศรัทธาและรู้สึกว่า พรรคหักหลังอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ โดยสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ออกมาได้ดี คือผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยแม้แต่ที่นั่งเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่เป็นบ้านเกิดของทักษิณ และเป็นเขตอิทธิพลหลักของตระกูลชินวัตร
นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์และผู้ประสานงานโครงการไทยศึกษาจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak กล่าวว่า ทักษิณส่งต่อพรรคของตนเอง ในฐานะข้อต่อรองกับชนชั้นนำอนุรักษนิยมของไทย เพื่อช่วยให้ตัวเองพ้นจากโทษจำคุก และว่า ทักษิณ ปฏิบัติกับพรรคเพื่อไทย เหมือนเป็นยานพาหนะของครอบครัว แต่ตอนนี้ ประชาชนได้ตระหนักแล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทักษิณใช้พรรคเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น
และตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลง คือเหตุการณ์ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น ถูกถอดออกจากตำแหน่งจากกรณีการต่อสายพูดคุยกับ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคเพื่อไทย ตอนนี้ ได้กลายเป็นพรรคขนาดกลาง ไม่ใช่เครื่องจักรทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป นายณพลกล่าวว่า ชัดเจนมากกว่า มรดกตกทอดเหล่านี้ได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว ผู้คนไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนพรรคการเมืองเพียงเพราะความถวิลหาอดีตอีกต่อไป

ศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าวว่า กลุ่มชนชั้นนำสายอนุรักษนิยม ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ มีวิธีการที่จะกำจัดความท้าทายต่างๆ ให้พ้นทางเสมอ และความท้าทายจากทักษิณนั้น เป็นเรื่องของนโยบายประชานิยมและการจัดสรรทรัพยากรใหม่ แต่ความท้าทายถัดมานั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดสรรรายได้ แต่มันคือเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างสถาบันต่างๆ ที่ขับเคลื่อนประเทศไทย
ขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยที่ชนะการเลือกตั้งได้มาเป็นอันดับ 1 โดยมีพรรคเพื่อไทยมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
โดยนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ารักสถาบันอย่างแรงกล้า และคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถกอบโกยคะแนนนิยมจากกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้น ที่ถูกกระตุ้นจากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐ จนสามารถสร้างฐานสนับสนุนในท้องถิ่นที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ ขณะที่ขบวนการก้าวหน้านั้น ยังคงต้องทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านต่อไป
นายชลิต รัษฐปานะ พนักงานไอที ผู้เคยร่วมเคลื่อนไหวการประท้วงที่นำโดยเยาวชน เมื่อปี 2563 กล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกยืนข้างฝ่ายก้าวหน้า จะต้องเข้าใจว่า คุณกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งสังคม ดังนั้น หากยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ผมก็ยังคงสนับสนุนพวกเขาต่อไป”
อย่างไรก็ตาม นายณพลกล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายอนุทินนั้น อาจจะมีความมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ไม่คิดว่าความเป็นประชาธิปไตยจะมากขึ้น เครื่องเหล่านั้นทั้งหลาย ยังคงสามารถถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเพื่อจัดการกับฝ่ายค้านได้เช่นเดียวกัน
ซึ่งดูเหมือนว่า เรื่องดังกล่าวได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว เพราะแค่หนึ่งวันหลังการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดต่อ ส.ส.จากสายก้าวหน้า 44 คน กรณีพยายามแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ ในจำนวนนี้ มี 10 คนที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งจากการลงคะแนนเมื่อวันที่ 8 ก.พ. และคนเหล่านี้อาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต หากศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมา
อย่างไรก็ตาม ในสนามการเมืองไทยที่ผันผวนรุนแรง แทบไม่มีใครหมดบทบาทไปอย่างสิ้นเชิง อย่างนายทักษิณ อาจมีสิทธิได้รับการพักโทษในเดือนพฤษภาคมนี้ ขณะที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานชาย ก็ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย
ศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าวว่า ทักษิณเป็นทั้งคนสร้างกระแส เป็นนักเจรจาต่อรอง เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และมักจะคิดเสมอว่า เขายังมีไพ่เด็ดอีกใบซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
และแม้ว่า แบรนด์ ‘ชินวัตร’ จะยังคงมีตัวตนอยู่ แต่ก็จะไม่ทรงพลังและไม่สามารถชี้ขาดทิศทางการเมืองได้เหมือนที่เคยเป็นอีกต่อไป

