เดินหน้าชน: ‘รบ.’ ล้มเหลว ปราบโกง-ลดเหลื่อมล้ำ

21.06.18 | 10:19 น.

หากมอง “โชว์รูม” หรือ “จุดขาย” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้า คสช. ตลอด 4-5 ปีที่ยึดอำนาจ คือ จุดขายเรื่อง “การปราบโกง-ลดความเหลื่อมล้ำ”

“บิ๊กตู่” พยายามขายฝันว่า เหตุผลที่ต้องใช้กำลังทหารยึดอำนาจการปกครองเพราะทนพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองไม่ได้ และอยากลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยที่นับวันจะถ่างขึ้นทุกที

ภาพการใช้อำนาจ ม.44 สั่งจัดการตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นเหมือนไฟไหม้ฟางที่ลุกพรึบเพียงแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะ 4 ปีที่ผ่านมาการทุจริตของรัฐบาลในยุคปฏิรูปแทบไม่ต่างกัน แต่ที่หนักหนาสาหัสกว่าคือ การคอร์รัปชั่นเงินของคนจน คนด้อยโอกาส นับเป็นการ
ซ้ำเติมที่ไร้คุณธรรมที่ไม่น่าเกิดในยุคนี้

ผลสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” สอบถามประชาชนในเรื่อง การทุจริตที่ประชาชนสนใจมากที่สุด ผลปรากฏว่า อันดับ 1 อาหารกลางวันเด็กนักเรียน 42.03% อันดับ 2 เงินทอนวัด 40.00% อันดับ 3 เงินคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 37.00% อันดับ 4 การใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล งบโครงการต่างๆ 21.06% อันดับ 5 การทุจริตต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น คุรุภัณฑ์ นมโรงเรียน กองทุนเสมา 20.68%

นอกจากนั้น โพลยังระบุว่า ประชาชนกว่า 47.50% ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตในปัจจุบันนี้ได้ มีเพียง 19.96% ที่เชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ไขได้สำเร็จ

Advertisement

ผลโพลครั้งนี้ถือเป็นคำตอบได้ดีว่าการปราบทุจริตของรัฐบาลชุดนี้เป็นเช่นไร

ไม่ต่างจากจุดขายอีกเรื่อง คือ การลดความเหลื่อมล้ำ หากจำกันได้ที่ประชุม ครม.“บิ๊กตู่” เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2560 ไฟเขียวเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ให้เสียภาษีในอัตราเกษตรกรรมเท่าที่ใช้จริงในการประกอบเกษตรกรรม, การกำหนดอัตราภาษีที่อยู่อาศัยให้กำหนดอัตราภาษีแตกต่างไปตามมูลค่าของตัวบ้าน, เพิ่มการจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้าง

รัฐบาลเสนอให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน หลังจากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะเริ่มต้นการจัดเก็บภาษีได้ตั้งแต่ปี 2562

มีการเน้นย้ำคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ในที่ประชุม ครม.ด้วยว่า “ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยให้ดีขึ้น”

จากนั้น สนช.มีมติรับหลักการในวันที่ 31 มี.ค.2560 แต่รู้หรือไม่ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกเลื่อนและขยายเวลามาแล้ว 7 ครั้ง โดยขอขยายเวลาครั้งละ 60 วัน ครั้งที่ 1 วันที่ 18 พ.ค.2560 ครั้งที่ 2 วันที่ 20 ก.ค.2560 ครั้งที่ 3 วันที่ 21 ก.ย.2560 ครั้งที่ 4 วันที่ 23 พ.ย.2560 ครั้งที่ 5 วันที่ 24 ม.ค.2561 และครั้งที่ 6 วันที่ 22 มี.ค.2561

ล่าสุด พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง โฆษก กมธ.วิสามัญร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ บอกว่า กมธ.จะขอแก้ไขให้มีผลบังคับใช้ออกไปใน 2563 จากเดิม 2562 และขยายเวลาการทำงานของ กมธ.ออกไปอีก 60 วัน เป็นครั้งที่ 7 ที่เลื่อนออกไปอีก

แหล่งข่าวจากวงในระบุว่า เหตุผลที่ต้องขยายเวลาการพิจารณาและเลื่อนการประกาศใช้ออกไปในปี 2563 เนื่องจากแรงกดดันจากบรรดาแลนด์ลอร์ดรายสำคัญของประเทศ

ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องจากทุกรัฐบาลและไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะต้อง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่หลายคนเชื่อว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินและทรัพย์สิน รวมไปถึงควรจัดเก็บภาษีมรดก จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในบ้านเราได้เป็นอย่างมาก หรือแม้ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ช่วยลดได้สักเท่าไร แต่ก็จะมีผลทางจิตวิทยา แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยและรัฐบาลไทยมีความประสงค์และมีความต้องการที่จะใช้ภาษีนี้ลดช่องว่างเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมไทย

บนความคาดหวัง “บิ๊กตู่” คือ อัศวินม้าขาว จะเข้ามาจัดการเรื่องใหญ่ๆ ของประเทศทั้ง 2 เรื่องนี้ แต่สุดท้ายบทสรุปการปราบโกงและการลดความเหลื่อมล้ำก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า….