วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ร่วมเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีกำหนดการปฏิบัติภารกิจระหว่างวันที่ 20-26 มิถุนายน
การเดินทางครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดการเข้าพบและหารือกับผู้นำของ 2 ประเทศดังกล่าว โดยวันที่ 21 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์พบหารือกับนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และวันที่ 25 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดพบและหารือกับนายเอ็มมานูแอล มาครง (Mr.Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส และทั้ง 2 ประเทศที่นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือน จะมีความร่วมมือกันระหว่างบริษัทการบินไทยกับบริษัท Airbus Commercial Aircraft
การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางครั้งสำคัญอีกครั้ง เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นความร่วมมือระหว่างไทยกับ 2 ประเทศที่ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปเยือนแล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการค้าขายระหว่างกัน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าประเทศยุโรปเปิดโอกาสให้ไทยได้เข้าไปสร้างสัมพันธ์ใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเคยประกาศเริ่มต้นความสัมพันธ์กับไทยใหม่หลังจากหยุดยั้งไปตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากเหตุรัฐประหาร ทั้งนี้ประเทศในสหภาพยุโรปได้ยื่นเงื่อนไขว่า การเริ่มต้นสานสัมพันธ์ใหม่นี้จะดียิ่งขึ้นหากประเทศไทยมีการเลือกตั้งตามกำหนดที่ พล.อ.ประยุทธ์รับปากไว้กับผู้นำโลก
การเดินทางไปเยือนต่างประเทศครั้งนี้ยืนยันว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกโลกที่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ แนวความคิดที่ก่อนหน้านี้บอกว่าไทยปิดประเทศก็สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครนั้นจึงไม่ถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม ไทยในฐานะประเทศหนึ่งของโลก จำเป็นต้องสร้างและสานความสัมพันธ์กับชาติต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แก่ทุกฝ่าย การเดินทางไปเยือนต่างประเทศของคณะนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ไทยจะกลับคืนความสัมพันธ์กับชาติยุโรปอีกครั้งหนึ่ง

