นักวิชาการ-นักการเมือง วิพากษ์ดูด ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้ง

20.06.18 | 11:42 น.

หมายเหตุความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณีกระแสข่าวการทาบทามอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้ย้ายไปสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมสู้ศึกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562


ภูมิธรรม เวชยชัย (แฟ้มภาพ)

ภูมิธรรม เวชยชัย

รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.)

เป็นปรากฏการณ์ปกติที่สะท้อนให้เห็นจุดมุ่งหมายของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้ก้าวข้ามไปจากวิถีการเมืองน้ำเน่าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความชัดเจน เรื่องความต้องการสืบทอดอำนาจ เราจึงได้เห็นการดำเนินการสนับสนุนการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ อีกหลายพรรค จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการดูดตัว ส.ส.ของพรรคต่างๆ โดยเฉพาะพรรค พท. ให้เข้ามาสู่พรรคที่ตนจัดตั้งขึ้น ใช้ตัวละครเดิมๆ มีภาพลักษณ์การใช้ทั้งเงิน อำนาจ การให้คุณให้โทษ การกดดันทางธุรกิจ และการให้ผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดๆ ที่ทุกครั้งที่มีเสียงปี่กลองการเลือกตั้งดังขึ้น กระบวนการดูด ส.ส.จะเป็นกระแสที่นักการเมืองแบบดั้งเดิมจะมีความเคลื่อนไหวตลอดโดยเฉพาะตั้งแต่การรัฐประหาร ปี 2549 เป็นต้นมา ฝ่ายผู้มีอำนาจได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินขึ้น ซึ่งคุณ ส. คนเดิมที่เป็นอดีตหัวขบวนของนักการเมืองตระกูล ส. ที่อยู่เบื้องหลังการดูดคนของพรรคไทยรักไทยไปพรรคใหม่ของตน

ผลการเลือกตั้งระยะหลังๆ ได้สะท้อนการตัดสินใจของประชาชนคือ ส.ส.คนเดิมที่ถูกดูด ล้วนสอบตกเกือบหมดทุกคนทั้งนี้เพราะประชาชนผู้ลงคะแนนเขารู้ดีว่า จุดยืนของคนเหล่านี้คือเงินและผลประโยชน์ของตน ที่สำคัญได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนย้ายจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ไปสู่อุดมการณ์แบบเผด็จการของกลุ่มทหารและผู้มีอำนาจซึ่งเป็นชนชั้นนำ ผลการเลือกตั้งหลายครั้งได้สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนพรรคเพื่อไทยชนะคะแนนนิยมของ ส.ส.รายบุคคลในเกือบทุกเขตเลือกตั้ง

นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคไทยรักไทย เคยพูดไว้ว่าผู้แทนฯ เปรียบเสมือนไก่ชน ถ้าชนแพ้จะถูกชั่งขายเป็นกิโล ตัวหนึ่งไม่กี่ร้อยบาท ถ้าไก่ตัวไหนชนชนะ เขาขายได้ตัวละหลายแสน เพราะฉะนั้น ห้ามแพ้ หลายคนคิดว่า เงินเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่อย่าดูถูกประชาชน เพราะประชาชนรู้ว่าควรจะตัดสินใจเลือกผู้แทนฯ อย่างไร จึงจะเป็น

Advertisement

ประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนของตนที่สุด จำได้ไหมว่าเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรค พท.ชนะอย่างถล่มทลาย เพราะชาวบ้านเขาพูดกันเองว่า รับเงินหมา กาเพื่อไทย ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ยังคงเป็นความคิดคำนึง และยังเป็นสิ่งที่อยู่ในใจพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด

ดังนั้น ขอให้อดีตผู้แทนของพรรคทุกคนอย่าหวั่นไหว ถ้าคิดว่าเงินสำคัญ และมองข้ามหัวประชาชน เงินที่ได้จากการถูกดูดมีมากเท่าไร ก็ไม่พอให้ชนะ ผมในฐานะเลขาธิการพรรค พท. ขอให้สมาชิกและนักการเมืองของพรรคทุกคนมั่นใจในอุดมการณ์ และผลงานของพรรค ตลอดจนศรัทธาที่พี่น้องประชาชนมี และมอบให้กับพรรคของเรา จงภูมิใจ มั่นใจ อย่าให้ผลประโยชน์และสิ่งเร้าใดๆ มาทำลายศรัทธา และสิ่งที่พี่น้องประชาชนมอบให้แก่เรา ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน และให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่นักการเมืองที่ไร้อุดมการณ์


วันวิชิต บุญโปร่ง

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การแสดงออกของกลุ่มสามมิตรที่เปิดตัวแนวร่วมของสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคตนั้น เป็นการเดินสายเพื่อให้ทันกับการรองรับหรือความเป็นไปได้ในเรื่องที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเรียกพรรคการเมืองต่างๆ เข้าหารือให้ทันการเปิดตัว จะดูไม่สง่างามหากพรรคพลังประชารัฐเปิดตัวภายหลังจาก พล.ประวิตรนั่งหัวโต๊ะ เรียกพรรคการเมืองอื่นหารือและเข้าชี้แจงเรื่องกำหนดบทบาท ทิศทางกิจกรรมทางการเมือง หรือพรรคการเมืองในอนาคต เชื่อว่าจะขอพื้นที่การปลดล็อก เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า การเดินสายหรือทำกิจกรรมอย่างเข้มข้นของกลุ่มสามมิตรทำให้เห็นว่า พรรคพลังประชารัฐเกิดทันก่อน คสช.จะเรียกนัดประชุมพรรคการเมืองต่างๆ

คิดว่าอยู่ที่ข้อเสนอเพื่อนำไปสู่ว่าคนที่ถูกดูดไปสามารถกลับไปในพื้นที่หรือได้รับการเลือกตั้งเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะฉะนั้นคนที่ยังยืนยันอยู่กับ พท.คงมั่นใจว่าอุดมการณ์และนโยบายพรรคยังเป็นจุดแข็ง สร้างความชัดเจนให้กับประชาชนในพื้นที่คือมั่นใจว่าตัวเองจะได้ชัยชนะกลับมา แต่คนที่แปรพรรคไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ เชื่อมั่นว่าแนวโน้มทิศทางของพรรคประชารัฐจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลที่มีน้ำหนักสูง น่าจะมีปัญหาน้อยกว่าหากยังอยู่ พท.

สำหรับผลกระทบที่จะตามมาอยู่ที่ความชัดเจนของกรรมการบริหารพรรค พท. ต้องรีบแถลงและเปิดตัวบุคคลที่ยังยืนยันอยู่กับพรรค ขณะเดียวกัน พรรคต้องตั้งเครือข่ายหรือผู้ที่จะมารับเลือกตั้งในนามพรรค เพื่อสร้างตัวเลือกให้กับประชาชนว่า พท.ไม่ได้อยู่กับที่ ส่วนตัวคิดว่า พท.ไม่ควรอยู่เฉย หากยังปล่อยไว้แบบนี้ เชื่อว่าทิศทางในอนาคตการเมืองไทยพอจะมองออกแล้วว่ากลุ่มที่สร้างพันธมิตรทางการเมืองจะเป็นพรรคการเมืองใดบ้าง ทำให้หลายพรรคกำลังเร่งฟอร์ม แตะมือกันห่างๆ ว่าตัวเองจะขอทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองกันในอนาคต เราจะเห็นทิศทางนี้มากขึ้น

ความชัดเจนที่สุดของผู้บริหาร พท.ในการนำไปสู่ความชั่งใจของคนที่จะไหลออกหรือไม่ออกจากพรรคคือ ต้องเปิดตัวคนที่มานำธงหัวหน้าพรรคคนใหม่ว่าจะมีบารมี สามารถฟันฝ่าอุปสรรค หรือมีชัยนำไปสู่การชนะการเลือกตั้งหรือไม่


วิโรจน์ อาลี

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มองสถานการณ์เรื่องนี้ปกติ ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงยุบสภาปกติที่มีการประกาศเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลสามารถเลือกยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ในจังหวะเวลาที่ ส.ส.ยังไม่มีโอกาสย้ายออกไปได้ แต่ตอนนี้เราอยู่ในสภาวะที่มีการรัฐประหารมานาน จึงมีหลายปัจจัย 1.คือนักการเมืองไม่มีงานทำมานานพอสมควร เคยได้ยินมาว่าบางครั้งเรื่องการดูแลต่างๆ ของพรรคอาจตกหล่นไปบ้าง หากมีพรรคอื่นที่มีโอกาสทำให้มีอำนาจการต่อรองอะไรได้มากขึ้นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่อาจย้ายไป 2.มีการปรับเปลี่ยนเขตการเลือกตั้ง จำนวนที่นั่งของ ส.ส.ที่มาจากเขตจะลดลง โดยเฉพาะภาคอีสานจะลดเยอะ คิดว่า ส.ส.หลายคนประเมินว่า ถ้าเขตเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป โอกาสจะได้ลงเป็นตัวแทนพรรคในพื้นที่นั้นอาจน้อยลง ทำให้รู้สึกว่าถ้าย้ายไปพรรคอื่น อาจทำให้มีโอกาสถูกคัดเลือกผ่านระบบไพรมารีโหวตมากขึ้น และ 3.เรื่องเงิน เห็นบอกว่ามีการทุ่มเงิน อาจเป็นการลงเล่นการเมืองครั้งสุดท้าย ทำให้เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า เป็นเหตุผลหลักและเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะปกติ หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2540 เหตุการณ์แบบนี้ค่อนข้างจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่พอเป็นยุคนี้เมื่อไม่มีเงื่อนไขทำให้ ส.ส.มีการขยับขยาย

ประกอบกับความนิยมของพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่อาจลดน้อยลง อำนาจการต่อรองในพรรคใหม่อาจมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้มีการโยกย้ายซึ่งเป็นเรื่องปกติ ต้องดูการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่สำหรับ พท.อาจโดนดูดไปเยอะ คงมีปัญหาในแง่ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อาจจะออกไปหาผู้แทนที่สามารถมาทดแทนที่นั่งที่ว่างได้ ค่อนข้างฉุกละหุก และอาจมีที่ทำได้อย่างไม่เป็นทางการแต่ทำได้ยากเช่นกัน เป็นการกดดันให้พรรคอื่นขบคิดเรื่องนโยบายอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้ลงคะแนนเสียงมองข้ามตัวบุคคลที่เป็นตัวแทนกลุ่มตัวเอง แล้วหันไปให้ความสำคัญกับพรรคมากขึ้น เพื่อให้คนเลือกลงคะแนนเสียงให้กับพรรค เนื่องจากนโยบายหรือผลประโยชน์ที่ค่อนข้างเข้มข้น จะทำให้สามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ โดยตัวบุคคลคิดว่าไม่สำคัญเท่าจุดยืนทางนโยบาย หลายพรรคก็ชัดเจนในการใช้วิธีนี้หาเสียงมากยิ่งขึ้น

ถามว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น หากเป็นสถานการณ์ปกติทุกคนสามารถทำอะไรได้ ลงพื้นที่หาเสียงได้ ก็อาจไม่เหนื่อยแต่ถ้าเป็นกรณีแบบนี้ถูกล็อกทางการเมืองก็ต้องรอการปลดล็อก อีกฝ่ายหนึ่งสามารถเดินหมากรวบรวมคนมาลง มีการดูด ส.ส.ไป ผลกระทบพรรคทางการเมืองก็อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย โดยเฉพาะพรรคที่โดนดูด ส.ส.ไป ว่าจะหาใครมาแทน ค่อนข้างยากลำบาก ยิ่งเวลาการหาเสียงน้อยลงไป เวลาที่จะเข้าไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนก็ทำได้ยาก

ถ้าบอกว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคตัวแทนของคนที่อยู่ในรัฐบาล คสช.ก็มี 4 ปีที่หาเสียงได้ตลอด สามารถบอกได้ว่านโยบายอะไรเป็นที่ชื่นชอบ แล้วทำต่อ จึงมีความได้เปรียบในตรงนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าพรรคอื่นๆ จะนำเสนอนโยบายอะไร ต้องไม่ทำประชานิยมแต่ทำนโยบายให้ออกมาโดนใจ เป็นการแข่งขันด้านนโยบายที่ค่อนข้างดุเดือดพอสมควร

รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่ พท.จะถูกดูดอดีต ส.ส.ไปหมด แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินของ ส.ส.แต่ละคนว่าการเลือกตั้งคราวหน้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาลน้อยแค่ไหน หากยังเป็นพรรคเสียงข้างมาก มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ยาก ส.ส.อาจคิดว่า ไปที่อื่นอาจมีโอกาสต่อรองได้มากกว่า นี่เป็นผลกระทบสำคัญของพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมาตลอด แต่รอบนี้มีความไม่แน่นอนว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ เป็นปัญหาหลักของ พท.รอบนี้ ประเมินกันว่า คงยากเหมือนกันที่จะจัดตั้งรัฐบาลยกเว้นจะเป็นแลนด์สไลด์ เหมือนอย่างที่นายทักษิณ ชินวัตรเคยบอกไว้ แต่ต้องรวมกันให้เกิน 376 เสียง อย่างที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจกล่าวไว้เท่านั้น จึงจะขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองได้

ถามว่าพรรคเพื่อไทยจะคุมเกมได้ไหม ประเด็นคือมันไม่มีเวที เขายังไม่มีโอกาสทำอะไรได้มากรอดูว่าการเตรียมพร้อมต่างๆ ภายในพรรค หรือประเด็นผู้นำพรรคจะลงตัวได้เมื่อไหร่ ถ้าปัญหาภายในของเขาสามารถจัดระเบียบ ทำให้ลงตัวได้ อาจทำให้ตั้งรับและขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่เนื่องจากมีปัญหาเรื่องถูกดูดตัว ส.ส. ประกอบกับระยะเวลาและความเป็นไปได้ที่จะชนะแบบแลนด์สไลด์ก็อาจจะหืดขึ้นคอเล็กน้อย ต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะสามารถปรับตัวกลับลำ ปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ แล้วทำให้ได้เสียงข้างมากจนตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

เงื่อนไขหลักคือ ความพร้อมภายในของเขา ความไม่ชัดเจนของผู้นำพรรค เมื่อไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นหัวหน้าพรรคก็อาจทำให้เกิดการแข่งขันภายใน สร้างความไม่แน่นอนให้กับสมาชิกที่อยู่ในพรรคมากพอสมควร ถ้าเขาแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เรื่องอื่นๆ ก็น่าจะแก้ได้ไม่ยากเท่าไหร่