ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เผยแพร่ความเห็น คณาจารย์นิติศาสตร์ มช.ต่อคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ มีรายละเอียดดังนี้
ความเห็นของคณาจารย์ทางกฎหมายต่อคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นมาตรการเสริมกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา รวมทั้งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตลอดจนเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่สุจริตชน โดยมีสาระสำคัญ เป็นการแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญาหลายประเภท และให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจกระทำการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอาญาหลายประเภท
นักกฎหมายและบุคคลที่มีรายชื่อแนบท้ายหนังสือฉบับนี้ มีความเห็นต่อคำสั่งฉบับดังกล่าวดังต่อไปนี้
๑. รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔ ที่ให้อำนาจ คสช. อย่างกว้างขวางทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ แต่กลับตัดอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตุลาการขัดกับหลักนิติรัฐ
หลักการสำคัญประการหนึ่งของรัฐที่ยึดมั่นในนิติรัฐคือ หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมายและหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งหลักการทั้งสองนี้เรียกร้องว่าการที่ฝ่ายปกครองจะกระทำการใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งและต้องกระทำไปภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น และกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ตราออกมาโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย
หลักนิติรัฐยังเรียกร้องว่าหากมีการกล่าวอ้างว่าฝ่ายปกครองกระทำการไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกล่าวอ้างว่ากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประชาชนย่อมมีสิทธินำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณีเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองหรือตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายดังกล่าวได้
แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔ ได้ทำให้หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมายและหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต้องไร้ผลในทางปฏิบัติ เพราะมาตรานี้บัญญัติให้การกระทำของหัวหน้า คสช. เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ไม่ว่าการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ โดยตัวมันเองจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการออกกฎหมายที่ขัดหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงเพียงใด มาตรานี้ก็ “ให้ถือว่า” เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลเท่ากับการปิดช่องทางการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการโดยปริยาย
การที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๔๔ ให้อำนาจหัวหน้า คสช. อย่างกว้างทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่กลับปิดช่องทางที่ประชาชนจะฟ้องคดีต่อศาลให้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวนั้น ย่อมขัดต่อหลักนิติรัฐและเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
๒. คสช. ขาดความชอบธรรมในการออกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ตามหลักการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตยนั้น ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆ ตามที่ปรารถนาได้ตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายห้าม รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่เข้ามาก้าวก่ายการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว
ในกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจรัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชนได้นั้น กฎหมายดังกล่าวต้องเป็นกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนเท่านั้น เพราะมีแต่ผู้แทนปวงชนที่ประชาชนเลือกเท่านั้นที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุดในการตรากฎหมายออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน
คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวางที่จะกระทำการอันกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง แต่ไม่มีฐานความชอบธรรมทางประชาธิปไตยรองรับเลยแม้แต่น้อย นอกจากนั้นแล้วคำสั่งดังกล่าวยังขาดเหตุผลทางวิชาการรองรับหรือสนับสนุน คำสั่งฉบับนี้จึงออกมาด้วยอำนาจโดยแท้
คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ จึงเป็นคำสั่งที่ขาดความชอบธรรม ไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับและเป็นรูปธรรมของการลุแก่อำนาจ (abuse of power) อย่างชัดเจน
๓. คำสั่ง คสช. ที่ ๑๓/๒๕๕๙ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการปราบปรามอาชญากรรม มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในอนาคต
คำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ ให้อำนาจทหารในการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาอย่างกว้างขวาง เช่น จับกุมคุมขังคนที่ทำความผิดซึ่งหน้า ออกหมายเรียกบุคคลต้องสงสัยให้มารายงานตัว ควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยเพื่อสอบถามข้อมูลได้ถึง ๗ วัน เข้าไปค้นในเคหะสถานโดยไม่ต้องมีหมายค้น ยึดอายัดทรัพย์สิน เป็นต้น ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน อีกทั้งทหารส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายและไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่อประกอบภารกิจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมแต่อย่างใด
เป็นที่ทราบกันดีว่าแม้แต่ตำรวจที่มีความรู้ทางกฎหมายและถูกฝึกมาเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยตรง มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกรอบในการใช้อำนาจหน้าที่อย่างค่อนข้างรัดกุม ยังปรากฏว่ามีปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบกฎหมาย การใช้อำนาจหน้าที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นเสมอ จึงเป็นที่น่ากังวลว่าทหารซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยตรง แต่กลับได้รับอำนาจจากคำสั่งฉบับนี้อย่างกว้างขวางในการลุกล้ำเข้าไปในแดนเสรีภาพของประชาชนเช่นนี้ จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในอนาคตหรือไม่
แนวโน้มการใช้อำนาจตามคำสั่งที่ ๑๓/๒๕๕๙ ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน ได้ปรากฏให้เห็นหลังการประกาศใช้คำสั่ง คสช. ที่ ๑๓/๒๕๕๙ แล้วอย่างน้อยสองกรณี กรณีแรก นายละม่อม บุญยงค์ และพวกอีกสองคน ซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้านที่ต่อสู้เรื่องการฟื้นฟูทะเลจากการปนเปื้อนน้ำมันและต่อสู้เพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวประมงในจังหวัดระยอง ถูกทหารเข้าควบคุมตัวในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ โดยอ้างว่าพวกเขาเป็นผู้มีอิทธิพล กรณีที่สอง ในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ นายทวีศักดิ์ อินกว่าง นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม กรณีโรงไฟฟ้าขยะเชียงราก ถูกทหารเรียกตัวให้ไปพบ โดยอ้างว่านายทวีศักดิ์ อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล ตัวอย่างทั้งสองนี้ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการลุแก่อำนาจได้อย่างชัดเจน
Lord Acton ได้กล่าวอมตะวาจาไว้ว่า “อำนาจทำให้ฉ้อฉล ยิ่งอำนาจเด็ดขาดก็จะยิ่งฉ้อฉลแบบสมบูรณ์” (power corrupts, absolute power corrupts absolutely) กรณีการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๑๓/๒๕๕๙ และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ยืนยันอมตะวาจานี้
จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงใคร่ขอเรียกร้องให้สังคมไทยทุกส่วน เฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาทางด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แสดงความเห็น แลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ เนื้อหาและผลกระทบของคำสั่งฉบับดังกล่าวนี้ที่จะบังเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การสร้างหลักการและบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ทำให้เกิดความการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เสมอภาค และเป็นธรรม ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตข้างหน้า
ด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย
คณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

