พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปเยือนประเทศอังกฤษ-ฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 20-26 มิถุนายน
กำหนดการส่วนใหญ่คือการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ 2 ประเทศยุโรป
การเดินทางทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจได้ยกกันไปเจรจาการค้า และดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่อังกฤษและฝรั่งเศสก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง
เพราะมีความเคลื่อนไหวที่เป็นนัยยะทางการเมืองไม่ใช่น้อย
โดยเฉพาะนัยยะของการปลดล็อกประเทศไทย
อย่าลืมว่า หลังจากปี 2557 เป็นต้นมา เมื่อ คสช.ยึดอำนาจ โดย พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ประเทศไทยก็ถูกล็อกจากประเทศในโลกที่อยู่ในสายประชาธิปไตย
กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลต้องประกาศโรดแมปเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้ง
จนในที่สุดสหภาพยุโรปยอมเริ่มต้นความสัมพันธ์กับไทยอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องจัดการเลือกตั้งตามที่ได้สัญญา
การเดินทางไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศสครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้ส่งสัญญาณเลือกตั้งออกมาชัดเจน
เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำให้โลกมั่นใจว่า ไทยมีเลือกตั้งแน่
เป็นสัญญาณที่ดี หากสุดท้ายแล้วโลกยอมปลดล็อกให้ไทย
ยกเลิกมาตรการกดดันไทย
ทั้งนี้ ก่อนเดินทางไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์สรุปความได้ว่า การเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ โดยจะจัดขึ้้นภายหลังมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในหลวงรัชกาลที่ 10
และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปอังกฤษ เข้าพบ นางเทเรซาเมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยืนยันอีกครั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า “ความคืบหน้าของไทยในการก้าวสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น ในต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน”
ส่วน นางเทเรซา เมย์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรได้ติดตามพัฒนาการของไทยทางการเมือง เศรษฐกิจ และการปฏิรูป ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งในอนาคต
จึงอยากให้กำลังใจประเทศไทยในการพัฒนาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นด้วย”
ถ้อยคำของ 2 ผู้นำ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ นางเทเรซา เมย์ ต่างส่งสัญญาณในเรื่องเดียวกันว่า ไทยจะมีการเลือกตั้ง
ยิ่งในการพบปะระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับชุมชนไทยในอังกฤษ พล.อ.ประยุทธ์ได้อธิบายโรดแมปการเลือกตั้ง
ทั้งการเลือกตั้งทั่วไป หรือการเลือกตั้ง ส.ส. และการเลือกตั้งท้องถิ่น
“ถ้าสมมุติว่า พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อได้ทูลเกล้าฯก็ต้องรอระยะเวลา 90 วัน ที่จะทรงพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ก็คงประมาณเดือนกันยายน
และยังมีช่วงเวลาคำสั่งของ คสช. อยู่ฉบับหนึ่ง เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีเรื่องการทำไพรมารีโหวต และการแบ่งเขตการเลือกตั้ง
ต้องใช้เวลาทำตรงนี้ จึงมีการเขียนระยะเวลา 90 วัน ไว้เพื่อให้ทำในเรื่องเหล่านี้
ระยะเวลา 90 วัน เป็นการเผื่อเวลาให้กับนักการเมือง เขาจะได้ไม่มาอ้างได้ว่าทำไม่ทัน
90 วันตรงนี้เป็นการเผื่อไว้ให้
ถ้าสมมุติจากนี้ไปจากเดิม 90 วัน บวกอีก 150 วัน เลือกตั้งก็จะไปตกที่เดือนพฤษภาคม 2562
แต่ผมบอกแล้วว่าถ้ามันเร็วกว่านั้นผมก็จะให้ ดังนั้น ก็อาจจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 น่าจะเหมาะสมที่สุด
แล้วหลังจากนั้นก็จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะห่างจากการเลือกตั้งใหญ่สัก 3 เดือน”
ทั้งหมดเป็นคำพูดที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับชุมชนไทยที่อังกฤษ
แต่เนื้อหาที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าว ได้กระจายไปทั่วโลก
ตอกย้ำอีกครั้งว่า ไทยจะมีเลือกตั้งในปี 2562
ขณะที่ประเทศไทยก็มีความเคลื่อนไหว เพราะก่อน พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหม ได้รับการบ้านที่ต้องทำให้เสร็จก่อน พล.อ.ประยุทธ์กลับ
นั่นคือ การนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองปรึกษาหารือกันเรื่อง “ปลดล็อก”
ปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้
ความเคลื่อนไหว “ปลดล็อก” นี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประชุมกับ กกต. กรธ. และ สนช. ไปก่อนหน้า
หลังจากประชุมนายวิษณุได้นำเอาข้อมูลเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์
ต่อมาจึงเกิดกระแสข่าวว่า วันที่ 25 มิถุนายน พล.อ.ประวิตร จะตั้งโต๊ะรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองบ้าง
ทั้งนี้ มีเป้าหมายเอาไว้แล้วว่า จะปลดล็อกให้พรรคการเมือง
เพียงแต่จะปลดล็อกได้แค่ไหน และอย่างไร
ความเคลื่อนไหวในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นความเคลื่อนไหวในการเคลียร์รันเวย์ให้ประเทศไทยอย่างแท้จริง
การผ่อนคลายกฎ และการตอกย้ำการเลือกตั้ง ถือเป็นการลดแรงกดดันจากต่างชาติ
การประชุมรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง เพื่อตระเตรียมการเลือกตั้งก็สร้างความมั่นใจให้คนไทย
ขณะนี้ คสช. จึงเหลือเพียงการเคลียร์พื้นที่ให้ตัวเอง
ทั้งนี้ เพราะห้วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกคำสั่งมากมายที่มีผลต่อคู่กรณี
พล.อ.ประยุทธ์เองก็กล่าวเสมอว่า หลังจากนี้ไปอาจจะต้องวุ่นวายอยู่กับคดีความที่มีการฟ้องร้อง
แม้ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังมีตำแหน่ง ก็ยังมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหากบฏ
แล้วถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลงจากตำแหน่ง ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีคดีความ
แม้ล่าสุด คดีที่กล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. เป็นกบฏ เพราะใช้กำลังรัฐประหาร ศาลฎีกาจะพิพากษาให้ยกฟ้อง
แต่ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
ดังนั้น นอกจาก คสช.จะทยอยปลดล็อกให้ประเทศรอดพ้นจากแรงกดดันของโลก
นอกจาก คสช.จะทยอยปลดล็อกให้ฝ่ายการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองแล้ว
คสช.ต้องหาทางปลดล็อกให้ตัวเองด้วยการเยียวยาให้ “เหยื่อ” คำสั่ง คสช.ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาด้วย
เพราะเมื่อประเทศก้าวเข้าสู่การเลือกตั้ง เท่ากับว่าอำนาจที่กลับไปอยู่ในมือประชาชนอีกรอบ
หลังจากประชาชน “กาบัตร” ไม่มีใครมั่นใจได้ว่า อำนาจที่ประชาชนมอบให้นั้น จะไปลงเอยอยู่ในมือใคร

