‘เพื่อไทย’ ถาม ‘บิ๊กตู่’ ยังไม่เห็นประเทศได้ประโยชน์อะไร จากการไปเยือนยุโรป

24.06.18 | 19:08 น.

พท.ถาม นายกฯไปเยือนอังกฤษ-ฝรั่งเศส ประชาชนได้ประโยชน์อะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เดินทางเยือนอังกฤษและฝรั่งเศสว่า รัฐบาลพยายามทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ไอโอเต็มที่ บอกว่าการเดินทางเยือน 2 ประเทศครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งที่สหภาพยุโรป (อียู) ยืนยันไม่ได้ปรับท่าทีอ่อนลงต่อรัฐบาลทหารของไทย ยังคงเรียกร้องให้ไทยจัดการเลือกตั้ง และปรับปรุงด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนที่จะเปิดการเจรจาด้านต่าง ๆ กับไทยอย่างเป็นทางการ ปกติแล้วประเทศในยุโรปจะไม่ต้อนรับผู้นำประเทศที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจะมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 และจะไปซื้อของกับเขา จึงได้ไปเยือน แต่ปัญหาคือเราได้อะไรจากการไปเยือน และยังไม่เห็นการแถลงความสำเร็จในมิติของการเชิญนักธุรกิจหรือนักลงทุนกลุ่มใหม่มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่ม หรือปัญหาสินค้าเกษตรของไทยที่ราคาตกต่ำอย่างมากเช่นสับปะรด ที่ยุโรปเป็นตลาดสำคัญ เมื่อเขาตัด GSP หรือ สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร จึงต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ต้นทุนสูง เสียเปรียบคู่แข่ง


นายอนุสรณ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ไปเจรจาให้นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดี ฝรั่งเศสช่วยในเรื่องนี้หรือไม่ สิ่งที่รัฐบาลอาจจะยังไม่บอกความจริงกับประชาชนคือสหภาพยุโรป เขาไม่เจรจาเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) กับรัฐบาลปัจจุบันของไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ทำให้การเจรจาที่เคยมีกับหลายประเทศต้องหยุดชะงักไป และตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกตั้งการเจรจาก็จะไม่เกิดขึ้นหรือไม่ ดังนั้นผู้ส่งออก นักลงทุน ประชาชนไทย จะยังไม่ได้ประโยชน์หากยังไม่มีการเลือกตั้ง นี่คือตัวอย่างว่าเรื่องที่ควรพูดกับประชาชนกลับไม่พูด แต่ไปพูดในทำนองที่ว่า มาที่อังกฤษถึงแม้มีใครจะอยากพบ ก็ไม่ให้พบอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหมายถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอเรียนว่าตนไม่เคยได้ยินว่านายทักษิณ อยากจะพบพล.อ.ประยุทธ์ และก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปพบ เป็นผู้นำประเทศควรพูดจาให้สร้างสรรค์ การพูดพาดพิงคนอื่นทำให้คนอื่นเสียหาย พูดแล้วมีแต่สร้างความแตกแยก การไปสมมติในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น และผู้นำประเทศไม่ควรปฏิบัติตนเช่นนี้หรือไม่